“พอดี” ตามแนวพุทธกับ “พอดี” ตามแนวเศรษฐศาสตร์

Buddhism, Happiness

Moderation vs. Diminishing Return[1]

คำว่า “พอดี” ตามแนวพุทธ กับคำว่า “พอดี” ตามแนวเศรษฐศาสตร์ เหมือนหรือต่างกันอย่างไร เป็นไปได้ไหมที่จะใช้เครื่องมือทางเศรษฐศาสตร์ประเภทกราฟและสมการตัวเลขมาใช้อธิบายเรื่องการกินอยู่แต่พอดีตามแนวพุทธ[2] น่าคิดทีเดียวว่าเมื่อก่อนสมัยเรายังไม่มีกราฟ ไม่มีสมการตัวเลข พุทธศาสนาได้เสนอแนวคิดเรื่องของการกินอยู่แต่พอดีขึ้น ต่อมาเมื่อเราได้เรียนรู้เรื่องของกราฟ เรื่องของสมการตัวเลข และสาขาวิชาเศรษฐศาสตร์ เครื่องมือและศาสตร์เหล่านี้สามารถถูกนำมาใช้เสนอทฤษฎีที่สอดคล้องและอธิบายเรื่องของการกินอยู่แต่พอดีได้

พุทธศาสนามีต้นกำเนิดเมื่อสองพันกว่าปีมาแล้ว หลักพุทธศาสนาเรื่องการกินอยู่แต่พอดีคงเป็นเรื่องที่หลายคนน่าจะคุ้นเคยกันดีอยู่ ถ้าจะให้ดิฉันขยายความตามความเข้าใจ ดิฉันมองว่าการกินอยู่แต่พอดีคือการทำอะไรตามสมควร ไม่น้อยไป ไม่มากไป เพราะน้อยไปก็เป็นทุกข์ มากไปก็เป็นทุกข์ พระพุทธเจ้าได้สอนเอาไว้เรื่องการเลือกเดินทางสายกลางอันนำไปสู่ทางพ้นทุกข์ โดยได้ให้หลักการของทางสายกลางในด้านความเห็น ความคิด การพูด ความประพฤติ การประกอบอาชีพ ความเพียร การมีสติ และการมีสมาธิ สรุปโดยรวมได้ว่า หากเราดำเนินชีวิตแต่พอดี อยู่ในศีลธรรมและความเหมาะสม ชีวิตของเราน่าจะประสบกับความสุขที่แท้จริง หากจะยกแง่สังเกตเรื่องการกินอยู่แต่พอดีในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการบริโภค เคยรู้สึกไหมว่าการทานอาหารที่น้อยไปทำให้ไม่มีเรี่ยวแรง ส่วนการทานอาหารที่มากเกินไปก็ทำให้อิ่มจนปวดท้อง ปกติแล้วการทานแต่พอดีนี่แหละที่น่าจะทำให้มีความสุขความพอใจมากที่สุด

เมื่อสองร้อยกว่าปีที่ผ่านมาวิชาเศรษฐศาสตร์ได้ถือกำเนิดขึ้น หลักเศรษฐศาสตร์เรื่องหนึ่งได้นำเสนอกฎแห่งการลดน้อยถอยลงของความสุขความพอใจจากการบริโภค (Law of Diminishing Marginal Utility)[3] ว่าความสุขความพอใจที่ได้เพิ่มขึ้นจากการบริโภคของชิ้นแรกๆจะสูงมาก ต่อมาความสุขความพอใจที่ได้เพิ่มขึ้นจากการบริโภคของชิ้นถัดๆมาจะลดลง หลังจากนั้นหากยังดันทุรังจะบริโภคต่อไปนอกจากจะไม่ทำให้ความสุขความพอใจเพิ่มขึ้นแล้ว ยังให้ความทุกข์กับผู้บริโภคอีกด้วย

สมมติว่าเราเหนื่อยและหิวมาจากการทำงานทั้งวัน กลับมาบ้านสั่งพิซซ่าถาดยักษ์มาหนึ่งถาด พิซซ่าที่สั่งมาเป็นหน้าเปปเปอโรนีชนิดที่มีชีสเยิ้มๆ แป้งพิซซ่าเป็นแบบหนานุ่ม และมีขอบสอดไส้ชีสอีกที กลิ่นพิซซ่าถาดนี้ช่างหอมยั่วยวนนัก เมื่อเริ่มทานพิิซซ่าชิ้นแรก ลิ้นได้สัมผัสกับรสชาติเค็มๆ มันๆ กลมกล่อมของชีส แป้ง และเปปเปอโรนี ที่ผสมกันได้อย่างเหมาะเจาะพอดี เมื่อพิซซ่าตกถึงท้อง ความหิวที่แสนจะทรมานก่อนหน้านี้ก็ได้บรรเทาลง หมดชิ้นแรกแล้วช่างรู้สึกดีจริงๆ พิซซ่าชิ้นนี้ให้ความสุขความพอใจกับผู้รับประทานมากนัก เหลือบมองไปในถาดพิซซ่าชิ้นอื่นๆที่ยังวางอยู่ดูเหมือนจะเชื้อเชิญให้หยิบชิ้นที่สองขึ้นมา พิซซ่าชิ้นที่สองนี้แม้จะมีความนุ่ม ปริมาณชีส และจำนวนเปปเปอโรนีพอๆกับชิ้นแรก แต่ความอร่อย และความกลมกล่อมที่รู้สึกได้จากการรับประทานดูจะไม่มากเท่า ความหิวที่เดิมเคยมีอยู่ดูจะเริ่มหมดไปแล้ว หากแต่ว่ามือยังเอื้อมไปหยิบพิซซ่าชิ้นที่สามขึ้นมาทานต่อ ท้องเริ่มอิ่มและเริ่มทรมาน แต่ด้วยความเสียดายทำให้ยังคงหยิบพิซซ่าชิ้นที่สี่ขึ้นมาดันทุรังทานต่อไป เกิดอาการปวดท้องแทบจะอาเจียน พิซซ่าชิ้นที่สี่นี้ นอกจากจะไม่ทำให้ได้รับความสุขความพอใจแล้วยังให้ความทุกข์อีกด้วย

20120221-193924.jpg

นักเศรษฐศาสตร์ได้กำหนดให้ความสุขความพอใจจากการบริโภคนี้สามารถวัดค่าเป็นตัวเลขได้ ดังนั้นจึงสามารถมีค่ามากหรือน้อยได้ มีค่าเพิ่มขึ้นหรือลดลงได้ และสามารถเปรียบเทียบกันได้ เมื่อสังเกตจากตัวอย่างของการรับประทานพิซซ่าจะเห็นได้ว่า ความสุขความพอใจจากการบริโภคนั้นเพิ่มขึ้นในอัตราที่ลดลง และเมื่อผ่านจุดๆหนึ่งไปความสุขความพอใจจากการบริโภคนี้จะลดลง

หากจะให้สมมติตัวเลขจะขอสมมติว่าความสุขความพอใจเริ่มต้นจากศูนย์เมื่อยังไม่ได้รับประทาน หลังทานพิซซ่าชิ้นแรกความสุขความพอใจเพิ่มขึ้นมา 4 หน่วย (รวมเป็น 4 หน่วย) เมื่อทานพิซซ่าชิ้นที่สองความสุขความพอใจเพิ่มขึ้นมาอีก 2 หน่วย (รวมเป็น 6 หน่วย) สังเกตได้ว่าความสุขความพอใจจากการทานพิซซ่าสองชิ้นแรกนี้นั้นเพิ่มขึ้น (จากศูนย์เป็น 4 หน่วย และ จาก 4 เป็น 6 หน่วย) แต่ในอัตราที่ลดลง (เพิ่ม 4 หน่วยสำหรับชิ้นแรก และ เพิ่ม 2 หน่วยสำหรับชิ้นที่สอง) เมื่อผ่านชิ้นที่สองไป ความสุขความพอใจจากการทานพิซซ่าจะลดลง โดยหลังทานพิซซ่าชิ้นที่สามความสุขความพอใจลดลง 1 หน่วย (รวมเป็น 5 หน่วย) และหลังทานพิซซ่าชิ้นที่สี่ความสุขความพอใจลดลง 2 หน่วย (รวมเป็น 3 หน่วย) โดยปกติแล้วกฎแห่งการลดน้อยถอยลงของความสุขความพอจากการบริโภคนี้จะถูกอธิบายด้วยกราฟโค้งคว่ำ (ดังที่แสดงให้เห็นด้านล่าง) โดยมีแกนตั้งเป็นค่าความสุขความพอใจที่ได้จากการบริโภค และมีแกนนอนเป็นหน่วยบริโภคซึ่งในที่นี้คือจำนวนชิ้นของพิซซ่า

สังเกตได้ไหมคะว่าค่าความสุขความพอใจไม่ได้มีค่ามากที่สุดเมื่อบริโภคน้อยๆ และไม่ได้มีค่ามากที่สุดเมื่อบริโภคมากๆ หากแต่ว่าค่าความสุขความพอใจจะมีค่าสูงที่สุดเมื่อบริโภคแต่พอดี (ในที่นี้คือสองชิ้น) อ่านข้อสรุปของหลักเศรษฐศาสตร์ข้อนี้แล้วคลับคล้ายคลับคลาไหมว่าเคยได้ยินเรื่องนี้มาจากที่ใด

น่าแปลกใจและดีใจที่หลักการกินอยู่แต่พอดีตามแนวพุทธ สามารถถูกอธิบายโดยกราฟและสมการตัวเลขที่เชื่อมโยงมาจากกฎแห่งการลดน้อยถอยลงของความสุขความพอใจจากการบริโภค ตามหลักวิชาเศรษฐศาสตร์ได้ เหมือนกับว่าเหตุการณ์นี้จะยํ้าให้คิดถึงความจริงและความเหมาะสมของการใช้หลักทางสายกลางในการดำเนินชีวิต ลองมองสังคมปัจจุบันก็จะเห็นได้ว่า มนุษย์มีความสุดโต่งและขัดแย้งกันอยู่ในหลายด้าน ชีวิตคนจนก็ดูแร้นแค้นยากลำบาก ชีวิตคนรวยก็ดูเยอะจนวุ่นวาย คนบางกลุ่มก็มีแนวคิดที่ตึงเครียดและก้าวร้าว คนบางกลุ่มก็สบายจนขาดวินัย ดูเหมือนว่าใครๆก็กำลังทุกข์จากความไม่พอดี อย่างไรก็ตามเราโชคดีที่เราสามารถเลือกได้ว่าเราจะดำเนินชีวิตแบบใด เราอยากจะเยอะ เราอยากจะน้อย หรือเราอยากจะพอดี เราอยากจะเป็นผู้ตามของค่านิยมแย่ๆ หรือเราอยากจะเป็นผู้นำของค่านิยมดีๆ อยากฝากไว้ให้คิดว่าค่านิยมแบบไหนและพฤติกรรมแบบใดที่น่าจะทำให้ประเทศของเราเติบโตได้อย่างงดงาม มั่นคง และกำลังดี

…หวังว่าสังคมไทยจะโชคดีที่มีคนอย่างพวกเรา…

 

Written by Dr. Ploy (21 Feb 2012)

All suggestions and comments are welcome!

www.facebook.com/RationallyInteresting

RationallyInteresting@hotmail.com


[1] จริงๆแล้วดิฉันหมายถึง Diminishing Marginal Utility (Consumer Side) แต่ตัดสินใจใช้คำว่า Diminishing Return ในชื่อเรื่อง เพราะคิดว่าน่าจะทำให้ผู้ที่ไม่มีพื้นฐานทางเศรษฐศาสตร์เข้าใจได้ง่ายกว่า เมื่ออ่านชื่อเรื่องในครั้งแรก

[2] โดยเน้นเรื่องการกินอยู่แต่พอดีในด้านการบริโภค

[3] โดยปกติแล้วคำว่า Utility จะถูกแปลเป็นภาษาไทยว่า อรรถประโยชน์ และคำว่า Diminishing Marginal Utility จะถูกแปลเป็นภาษาไทยว่า การลดน้อยถอยลงของอรรถประโยชน์หน่วยสุดท้าย แต่เพื่อความเข้าใจง่ายจะขอแปล Utility ว่าความสุขความพอใจ และจะขอแปล Diminishing Marginal Utility ว่าการลดน้อยถอยลงของความสุขความพอใจจากการบริโภค แล้วจะอธิบายให้เข้าใจอย่างถูกต้องในตัวเนื้อหาต่อไป