ทำไมจึงมีคนโสดอยู่มากมาย?

Labor Economics, Love & Dating

Search and Matching

หากคุณใช้เวลาส่วนใหญ่นั่งคุยนั่งเสวนากับสาวโสดวัยสามสิบเศษๆ หัวข้อที่ดูจะหลีกเลี่ยงไม่ได้คงจะเป็นเรื่องความยากในการหาแฟน บ้างก็บ่นว่าผู้ชายดีๆน่ะไม่มีเหลือเสียแล้ว บ้างก็บอกว่าพวกดีๆน่ะก็พอมีอยู่แต่ดูจะเรื่องมากเลือกมาก เป็นพวกกลัวการผูกมัด เป็นพวกกลัวขาดอิสรภาพ เป็นพวกบ้างาน ไม่เช่นนั้นก็มีปัญหาโน่นนี่มากมาย

จริงๆแล้วกระบวนการหาแฟนในตลาดของคนโสดมีความคล้ายกันกับกระบวนการหางานในตลาดแรงงานมากทีเดียว วัตถุประสงค์ก็คล้ายกันนั่นคือการ “หาคู่” ให้กับสิ่งที่เหมาะสมกัน นักเศรษฐศาสตร์ได้คิดค้น “ทฤษฎีการค้นหาและจับคู่“ (Search and Matching Theory) เพื่ออธิบายการค้นหาและจับคู่ในตลาดแรงงานระหว่างผู้หางานกับผู้จ้างงาน ซึ่งทฤษฎีนี้สามารถนำมาใช้อธิบายการค้นหาและจับคู่ในตลาดของคนโสดระหว่างผู้ชายกับผู้หญิงได้ด้วย[1]  โดยเมื่อปี 2010 ปีเตอร์ ไดมอนด์ (Peter Diamond) เดล มอร์เทนเซน (Dale Mortensen) และ คริสโตเฟอร์ พิสซาไรด์ส (Christopher Pissarides) ได้รับรางวัลโนเบลสาขาเศรษฐศาสตร์[2]  สำหรับงานวิจัยที่พวกเขาทั้งสามได้คิดค้นขึ้นเกี่ยวกับทฤษฎีการค้นหาและจับคู่นี้[3]  ทฤษฎีนี้อธิบายว่า ทำไมในสังคมที่มีผู้ว่างงานซึ่งหางานไม่ได้จึงมีผู้จ้างงานที่หาลูกจ้างไม่ได้ในขณะเดียวกัน ก็คงจะคล้ายกับเหตุผลของการที่ในสังคมมีผู้ชายโสดที่หาแฟนไม่ได้และก็มีผู้หญิงโสดที่หาแฟนไม่ได้ในขณะเดียวกัน

นักเศรษฐศาสตร์อธิบายว่าการ “หาคู่” ในตลาดนั้นมักจะมี “อุปสรรค” (Frictions) จึงทำให้การหาคู่เป็นไปได้ยาก อุปสรรคอย่างแรกคือมนุษย์มีคุณลักษณะที่ต่างกัน (Heterogeneity) หากคุณเข้าไปในตลาดขายผัก หรือตลาดขายทอง คงจะไม่ยากนักที่คุณจะสามารถซื้อผักคะน้าหนึ่งกิโลหรือทองคำแท่งสิบบาทได้ หากแต่การที่มนุษย์แต่ละคนมีคุณลักษณะที่ต่างกันอย่างลึกซึ้ง ทำให้การหาคู่ที่ถูกใจเป็นไปได้ยากกว่าการหาซื้อสินค้าอุปโภคบริโภคทั่วไป อุปสรรคอย่างที่สองคือการที่ข้อมูลในตลาดไม่สมบูรณ์หรือไม่ทั่วถึง (Imperfect Information) ยกตัวอย่างเช่น การที่มีชายโสดและหญิงโสดที่ต่างฝ่ายต่างก็มีคุณสมบัติเป็นที่ต้องการของอีกฝ่าย แต่ด้วยความไม่สมบูรณ์หรือไม่ทั่วถึงของข้อมูล ทำให้ต่างฝ่ายต่างไม่รู้ว่ามีอีกฝ่ายหนึ่งอยู่บนโลกใบนี้ หรือเรียกได้ว่าหากันไม่เจอ นอกจากนี้ถึงแม้ว่าแต่ละฝ่ายจะรู้ว่ามีอีกฝ่ายที่ต่างเป็นที่ต้องการของกันและกันอยู่ บางครั้งข้อจำกัดด้านถิ่นที่อยู่หรือปัจจัยอื่นๆอาจกีดกันไม่ให้ทั้งสองฝ่ายสามารถอยู่ร่วมกันได้

สำหรับตลาดแรงงาน นักเศรษฐศาสตร์อธิบายเพิ่มเติมอีกว่า การที่ผู้หางานกับผู้จ้างงานมาจับคู่กันได้ (กลายเป็นลูกจ้างกับนายจ้าง) จะทำให้เกิด “ผลประโยชน์ส่วนเพิ่ม” ขึ้น ซึ่งในที่นี้ก็คือผลผลิตหรือผลกำไรที่เกิดขึ้นจากการที่ลูกจ้างได้ทำงานให้นายจ้าง หากลูกจ้างกับนายจ้างไม่สามารถจับคู่กันได้ ผลประโยชน์ส่วนเพิ่มนี้ก็จะไม่เกิดขึ้น โดยปกติแล้วผลประโยชน์ส่วนเพิ่มจากการจับคู่นี้จะถูกแบ่งกันระหว่างลูกจ้างกับนายจ้าง โดยหากใครมีอำนาจต่อรอง (Bargaining Power) มากกว่าก็มักจะได้รับส่วนแบ่งที่มากกว่า เช่น กรณีของการต่อรองเงินเดือน หากผู้จ้างงานในตลาดมีน้อยแต่ผู้หางานมีเยอะ นายจ้างก็จะมีอำนาจต่อรองมาก ลูกจ้างจึงต้องยอมรับเงินเดือนน้อยๆ ในทางกลับกันหากผู้จ้างงานในตลาดมีมากแต่ผู้หางานมีน้อย ลูกจ้างก็จะมีอำนาจต่อรองมาก นายจ้างจึงต้องยอมจ่ายเงินเดือนมากๆ นอกจากนี้การจับคู่ระหว่างนายจ้างกับลูกจ้างจะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อ ส่วนแบ่งของผลประโยชน์ส่วนเพิ่มที่แต่ละฝ่ายได้รับนั้นดีกว่าสิ่งที่แต่ละฝ่ายได้อยู่เมื่อตอนยังไม่มีคู่ เช่น สมมติภาครัฐให้เงินช่วยเหลือผู้ไม่มีงานทำเป็นจำนวนเงิน 5,000 บาทต่อเดือน ผู้ว่างงานจะตกลงเข้าทำงานก็ต่อเมื่อเงินเดือนที่จะได้รับมีค่าสูงกว่า 5,000 บาท มิเช่นนั้นแล้วผู้ว่างงานก็จะเลือกที่จะนอนอยู่บ้านเฉยๆแล้วรับเงิน 5,000 บาททุกๆเดือน (จริงๆแล้วต้องพิจารณาเรื่องอื่นนอกเหนือจากจำนวนเงินด้วย แต่ขอยกตัวอย่างแค่เรื่องเงินเพื่อความเข้าใจง่าย)

ถ้าจะเอาหลักการที่คล้ายกันมาอธิบายกระบวนการหาแฟนก็จะเห็นได้ว่า การที่คนเป็นมาจับคู่เป็นแฟนกันได้จะเกิด “ความสุขส่วนเพิ่ม” ขึ้น และความสุขส่วนเพิ่มนี้จะถูกแบ่งกันระหว่างคู่รัก โดยถ้าฝ่ายที่มีอำนาจต่อรองมากกว่าก็จะได้ส่วนแบ่งของความสุขส่วนเพิ่มที่มากกว่า ฝ่ายที่มีอำนาจต่อรองน้อยกว่าก็จะต้องเป็นฝ่ายยอม โดยอำนาจต่อรองก็ขึ้นอยู่กับว่าใครมีโอกาสเลือกได้มากกว่า ใครตีมูลค่าความสำคัญของการจับคู่นี้ไว้มากกว่า ใครมีความจำเป็นที่จะต้องจับคู่มากกว่า หรือใครเดือดร้อนมากกว่าหากการจับคู่นี้ไม่เกิดขึ้น (สรุปง่ายๆว่าถ้ารักเขามากกว่า ก็จะมีอำนาจต่อรองน้อยกว่า และเป็นฝ่ายที่ต้องยอมมากกว่า) นอกจากนี้การจับคู่เป็นแฟนกันจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อ ส่วนแบ่งของความสุขส่วนเพิ่มที่แต่ละฝ่ายได้รับนั้นดีกว่าความสุขที่แต่ละฝ่ายมีอยู่เมื่อตอนยังไม่มีคู่ เช่น หากการอยู่เป็นโสดจะมีเวลาวันเสาร์อาทิตย์ในการทำกิจกรรมต่างๆ ซึ่งให้ความสุขความพอใจ (Utility)[4] ที่วัดเป็นตัวเลขได้เท่ากับ 10 หน่วย การเลือกที่จะเป็นแฟนใครแปลว่าการที่ได้อยู่กับคนๆนั้นในวันเสาร์อาทิตย์จะต้องให้ความสุขความพอใจมากกว่า 10 หน่วย มิเช่นนั้นการอยู่เป็นโสดก็จะดีกว่า

นักเศรษฐศาสตร์รุ่นต่อๆมา ได้มีการพัฒนาทฤษฎีการค้นหาและจับคู่ (Search and Matching Theory) นี้ไปในอีกหลายทิศทาง เช่น สามารถให้ลูกจ้างกระโดดจากงานเก่าไปงานใหม่ได้โดยที่ไม่ต้องว่างงาน (เปลี่ยนแฟนได้โดยที่ไม่ต้องมีช่วงโสด) หรือ สามารถให้ผู้หางาน (หรือหาแฟน) เลือกระดับความพยายามในการหาคู่ได้ โดยระดับความพยายามนี้จะมีผลต่อความสำเร็จในการหาคู่ ซึ่งดิฉันจะไม่ขอลงไปในรายละเอียดของงานวิจัยเหล่านี้ แต่จะขอเล่าสิ่งที่นักเศรษฐศาสตร์ค้นพบจากทฤษฎีการค้นหาและจับคู่ (ฉบับ Basic) นั่นก็คือ อุปสรรค (Frictions) ต่างๆทำให้ตลาดหาคู่ไม่สามารถเคลียร์ได้ที่จุดดุลยภาพ กล่าวคือจะมีความต้องการจับคู่ที่ไม่ได้รับการตอบสนองเกิดขึ้นเสมอ สำหรับตลาดแรงงาน การที่ภาครัฐให้การช่วยเหลือผู้ว่างงาน (Unemployment Benefits) เป็นมูลค่ามากเท่าไรก็จะทำให้ผู้ว่างงานพอใจสถานะของการว่างงานมากขึ้น ผู้ว่างงานจะเลือกงานมากขึ้นและจะว่างงานนานขึ้น เพราะมีความจำเป็นที่จะต้องมีงานทำและมีเงินเดือนใช้น้อยลง เปรียบได้กับการที่คนโสดพอใจข้อดีของการเป็นโสดมากเท่าไร (เช่น การมีอิสระและการมีเวลาว่าง) ก็ยิ่งทำให้คนโสดเลือกมากและอยู่ในสถานะโสดนานขึ้น เพราะมีความจำเป็นที่จะต้องมีแฟนน้อยลง

อ่านข้อสรุปของทฤษฎีการค้นหาและจับคู่แล้วเป็นอย่างไรบ้างคะ หากคุณผู้อ่านยังโสดอยู่ก็ขอให้สบายใจได้ว่าไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร เพราะนักเศรษฐศาสตร์ได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าในความเป็นจริง ตลาดหาคู่จะไม่สามารถเคลียร์ได้ ทำให้ในสังคมที่ปกติจะมีทั้งคนที่มีคู่และคนที่ไม่มีคู่

…เพราะฉะนั้นการอยู่เป็นโสดจึงเป็นเรื่องปกติค่ะ…

Written by Dr. Ploy (3 Mar 2012)

All suggestions and comments are welcome!

www.facebook.com/RationallyInteresting

RationallyInteresting@hotmail.com


[1] จริงๆแล้วงานวิจัยส่วนใหญ่เน้นอธิบายตลาดแรงงาน แต่ทฤษฎีนี้สามารถนำมาประยุกต์ใช้ได้กับกระบวนการหาแฟน

[2] รางวัลสาขาเศรษฐศาสตร์มีชื่อเต็มว่า Sveriges Riksbank Prize in Economic Sciences in Memory of Alfred Nobel โดยเริ่มแรกทีเดียว รางวัลสาขานี้ไม่ได้อยู่ในเจตนารมณ์ของ อัลเฟรด โนเบล (Alfred Nobel) แต่ถูกเพิ่มขึ้นมาขึ้นทีหลังโดยธนาคารแห่งชาติของสวีเดน อ่านเพิ่มเติมได้ที่

http://www.nobelprize.org/

[3] อ่านรายละเอียดของรางวัล ประวัติ และผลงานของนักเศรษฐศาสตร์ทั้งสามท่านได้ที่

http://www.nobelprize.org/nobel_prizes/economics/laureates/2010/

มีบทความภาษาไทยที่อธิบายผลงานของนักเศรษฐศาสตร์ทั้งสามท่านนี้ให้เข้าใจง่าย โดย รศ.ดร.ถวิล นิลใบ หาอ่านได้ที่

http://www.eco.ru.ac.th/tawin/article/nobel2010.pdf

[4] ได้อธิบายคำว่าความสุขความพอใจ (Utility) ไปแล้วในบทความเรื่อง “พอดี” ตามแนวพุทธกับ “พอดี” ตามแนวเศรษฐศาสตร์” อ่านได้ที่

https://drploy.wordpress.com/2012/02/19/hello-world/