งดรับข่าวสาร & เดินเท้าเปล่า ที่มัลดีฟส์

Travel

No News No Shoes @Maldives

 

เปลกลางน้ำสำหรับการพักผ่อนแบบสบายๆ

ช่วงหยุดยาวที่ผ่านมาดิฉันได้มีโอกาสไปเที่ยวหมู่เกาะมัลดีฟส์ เขาว่ากันว่าที่นี่สวยงามราวกับสวรรค์บนดิน แอบเห็นรูปถ่ายมาหลายครั้งและตั้งใจเอาไว้นานแล้วว่าวันหนึ่งจะได้มีโอกาสไปเยือนที่นี่ สวยมากจริงๆค่ะ เลยเอารูปมาฝากและขอเล่าสู่กันฟังเรื่องเกี่ยวกับหมู่เกาะแห่งนี้ค่ะ ประเทศมัลดีฟส์ประกอบด้วยกลุ่มหมู่เกาะที่เกิดขึ้นจากการทับถมของปะการัง (Atolls) ตั้งอยู่ในมหาสมุทรอินเดีย เยื้องๆอยู่ทางล่างซ้ายของอินเดียและศรีลังกา อุตสาหกรรมที่ใหญ่ที่สุดของประเทศนี้คืออุตสาหกรรมการท่องเที่ยว ซึ่งมีมูลค่าถึง 28% ของ GDP โดยในแต่ละปีมีนักท่องเที่ยวไปเที่ยวมัลดีฟส์ถึง 500,000 คนทีเดียวค่ะ[1],[2] ประเทศมัลดีฟส์มีประชากรประมาณ 300,000 คน โดยแทบจะทั้งหมดนับถือศาสนาอิสลามเนื่องจากชาวมัลดีฟส์ไม่ได้รับอนุญาตให้ประกอบพิธีตามศาสนาอื่นได้ เชื่อกันว่าชาวพื้นเมืองดั้งเดิมอพยพมาจากอินเดียและศรีลังกา ในอดีตประเทศมัลดีฟส์เคยอยู่ภายใต้การอารักขาของประเทศอังกฤษ และได้เป็นอิสระปกครองตนเองเมื่อปี 1965 ปัจจุบันมีการปกครองประชาธิปไตยแบบสาธารณรัฐ หากท่านผู้อ่านได้ติดตามข่าวก็อาจได้ยินว่าเมื่อช่วงปลายปี 2011 ถึงต้นปี 2012 มีการประท้วงต่อเนื่องที่เมืองมาเล (เมืองหลวงของมัลดีฟส์) เนื่องจากประชาชนไม่พอใจเรื่องปัญหาเศรษฐกิจและการเมืองภายในประเทศ การประท้วงนี้ได้ทำให้ประธานาธิบดี Mohamed Nasheed ต้องลาออกจากตำแหน่ง (ในเดือนกุมภาพันธ์ 2012) ซึ่งนาย Mohammed Waheed Hassan (เดิมเป็นรองประธานาธิบดี) ได้ขึ้นดำรงตำแหน่งแทน โดยการเลือกตั้งครั้งต่อไปจะมีขึ้นในปี 2013[3],[4]

 

เอาแผนที่มาให้ดูค่ะ

ในการไปเที่ยวมัลดีฟส์ นักท่องเที่ยวมักจะบินไปลงที่ Ibrahim Nasir International Airport ในเมืองมาเล จากนั้นนักท่องเที่ยวก็จะเดินทางโดย Speed boat หรือเครื่องบินเล็กแบบ Seaplane ไปยังเกาะส่วนตัวที่มีรีสอร์ทของตนอยู่ (ส่วนมากแล้วเกาะหนึ่งเกาะมักจะมีรีสอร์ทอยู่รีสอร์ทเดียว) สำหรับทริปของดิฉัน เราได้ไปพักที่รีสอร์ทแห่งหนึ่ง (Soneva Gili) ที่อยู่ไม่ไกลจากมาเล โดยเมื่อลงจากเครื่องบินก็จะมีพนักงานมาต้อนรับและพาไปขึ้น Speed boat ที่รีสอร์ทมีนโยบาย No News No Shoes (งดรับข่าวสาร & เดินเท้าเปล่า) คือต้องการให้แขกของรีสอร์ทได้พักผ่อนโดยการตัดจากโลกภายนอกที่รีบเร่งเคร่งเครียด มาใช้ชีวิตง่ายๆสบายๆช้าๆ อยู่กับธรรมชาติและไม่มีพิธีรีตรองมากมาย โดยพอขึ้น Speed Boat ปั๊บพนักงานก็เอาถุงมาเก็บรองเท้าของเราไป (แต่ถ้ายืนยันอยากจะใส่รองเท้าเขาก็ไม่ว่าอะไรนะคะ) ดิฉันนึกสนุกก็ให้เขาเก็บรองเท้าไป แต่ในใจก็แอบคิดว่าไม่มีรองเท้าแล้วจะอยู่ได้ไหมเนี่ย พอถึงเกาะที่พักปรากฏว่าทรายนุ่มมากเดินสบาย เมื่อเดินสวนกับนักท่องเที่ยวคนอื่นๆก็แอบมองเท้าเขาพบว่าแทบจะทั้งหมดไม่มีใครใส่รองเท้าเลย ดิฉันเลยอยู่บนเกาะนี้โดยไม่ได้ใส่รองเท้าจนกระทั่งวันกลับค่ะ

 

ถุงใส่รองเท้า (No News No Shoes) เมื่อถึงเกาะแล้วเดินเท้าเปล่าตลอดทริป

 

พักผ่อนแบบให้เวลาผ่านไปช้าๆ

พาหนะหลักของรีสอร์ทแห่งนี้คือจักรยานค่ะ อยากจะไปทานข้าวหรือไปเล่นน้ำที่อีกฟากของเกาะก็ขี่จักรยานไป ดิฉันชอบขี่จักยานอยู่แล้ว ทริปนี้เลยขี่จักรยานตากแดดซะตัวดำเลยค่ะ (สนุก & วิวสวยจนลืมไปว่าแดดจ้าแค่ไหน)

 

ที่รีสอร์ทจะมีจักรยานให้เป็นพาหนะ (ปลอดมลพิษ) ที่ใช้บนเกาะนี้

ทางไปที่พัก สำหรับขี่จักรยานเล่นได้

 

เส้นทางสวยๆ

 

ที่พักตั้งอยู่ในน้ำ

 

ส่วนของห้องนั่งเล่น

 

ที่นั่งอาบแดดหรือนั่งอ่านหนังสือ

ได้เที่ยวเพลินๆ ได้เห็นธรรมชาติที่สวยงาม ได้พักผ่อนเก็บเกี่ยวความสุขจากสถานที่เหล่านี้ อยากจะบอกต่อสักนิดว่า สิ่งที่ประเทศมัลดีฟส์เป็นกังวลอยู่ก็คือเรื่องของปัญหาโลกร้อน (Global Warming) เนื่องจากระดับน้ำทะเลนั้นค่อยๆสูงขึ้นทุกปี และระดับพื้นดินที่นี่ค่อนข้างต่ำ โดยประมาณ 80% ของพื้นทีทั้งหมดนั้นสูงกว่าระดับน้ำทะเลเพียง 1 เมตรหรือน้อยกว่านั้น ทำให้เป็นที่ถกกันมากมายว่าวันหนึ่งหมู่เกาะที่สวยงามเหล่านี้จะจมน้ำลงไปหรือไม่ รัฐบาลของมัลดีฟส์ก็มิได้นิ่งเฉย ประธานาธิบดีคนก่อนๆ (Maumoon Abdul Gayoom & Mohamed Nasheed) ได้มีการขอร้องให้ชาวโลกหันมาสนใจเรื่องของปัญหาโลกร้อน และประเทศมัลดีฟส์เป็นประเทศแรกที่ลงนามพิธีสารเกียวโต (Kyoto Protocol) ซึ่งเป็นการร่วมมือกันของหลายประเทศในการช่วยกันลดก๊าซโลกร้อน (Greenhouse Gas เช่น CO2, CH4, N2O, etc.)[5],[6],[7] การที่จะลดก๊าซโลกร้อนได้ก็คือการลดพฤติกรรมที่ก่อให้เกิดโลกร้อน เช่นให้โรงงานไฟฟ้าและโรงงานอุตสาหกรรมเปลี่ยนจากการใช้เทคโนโลยีเดิมที่ปล่อยก๊าซโลกร้อนมากๆ มาเป็นเทคโนโลยีแบบใหม่ที่ก่อมลพิษน้อยลง โดยกลวิธีหลักๆที่รัฐบาลสามารถใช้เพื่อให้ผู้ประกอบการพยามลดการปล่อยก๊าซโลกร้อนมี 2 วิธี คือ (1) การเก็บภาษีของการปล่อยก๊าซโลกร้อน (Carbon Tax) และ (2) การกำหนดโควตาการปล่อยก๊าซโลกร้อนและให้สามารถซื้อขายโควตาเหล่านั้นได้ (Cap and Trade)[8],[9] ซึ่งนักเศรษฐศาสตร์ได้มีการศึกษาและเปรียบเทียบ 2 วิธีนี้เอาไว้ (หากอยากอ่านเพิ่มเติมให้ลอง google ประโยคว่า Carbon Tax vs. Cap and Trade)[10]

 

วิวสวยๆ

 

พระอาทิตย์ตก

 

น้ำใสมาก สามารถเห็น Reef Shark ที่มาเวียนว่าย (รูปนี้ถ่ายจากเหนือน้ำ)

โลกใต้น้ำที่สามารถมองเห็นได้จากบนน้ำ (รูปนี้ถ่ายจากเหนือน้ำ)

เจตนาของการเขียนบทความนี้คืออยากให้ท่านผู้อ่านนอกจากจะมาดูรูปสวยๆแล้วยังได้ความรู้รอบตัวนิดๆหน่อยๆติดกระเป๋าไป (ดิฉันเองก็ได้ความรู้จากการเขียนเพราะต้องค้นคว้า) ดิฉันยังมีรูปที่ไปเที่ยวทริปนี้หลงเหลืออยู่อีกนิดหน่อย เชิญอ่านบทความภาคถัดไปนะคะ https://drploy.wordpress.com/2012/05/07/maldivespart2/ หากมีข้อติชมอะไรเชิญ Comment ได้ที่นี่หรือที่ Facebook Page (www.facebook.com/RationallyInteresting) ได้เลยค่ะ (ช่วยกด Like ที่ Facebook Page ด้วยก็จะขอบคุณมากค่ะ)

P.S. บังเอิญว่าวันนี้ (22 เมษายน 2012) เป็นวัน Earth Day พอดีเลยค่ะ หากมีโอกาสอยากท่านผู้อ่านให้ช่วยกันระลึกถึงสิ่งแวดล้อมโลกกันสักนิด แล้วลองมองดูว่ามีอะไรที่ไม่เหลือบ่ากว่าแรงที่เราพอจะช่วยทำเพื่อลดมลพิษในโลกของเราได้บ้าง

Written by Dr. Ploy (22 Apr 2012)

All suggestions and comments are welcome!

www.facebook.com/RationallyInteresting RationallyInteresting@hotmail.com


[9] http://en.wikipedia.org/wiki/Emissions_trading [10] อยากจะแนะนำบทความที่อ่านเข้าใจง่ายเขียนโดย Greg Mankiw (นักเศรษฐศาสตร์ที่หลายท่านคงรู้จักดี) ผู้สนับสนุนเรื่อง Carbon Tax http://www.economics.harvard.edu/files/faculty/40_Smart%20Taxes.pdf