หาก โรบินสัน ครูโซ มาติดเกาะที่มัลดีฟส์

Labor Economics, Travel

Robinson Crusoe’s Economy @Maldives

ท่านคงเคยได้ยินเรื่องราวของ โรบินสัน ครูโซ (Robinson Crusoe) [1] ใช่ไหมคะ โรบินสัน ครูโซ เป็นนิยายที่เขียนโดย แดเนียล ดีโฟ (Daniel Defoe) เกี่ยวกับนักเดินเรือชาวอังกฤษที่ต้องไปติดเกาะร้างกลางมหาสมุทรอยู่หลายปี โดยช่วงปีท้ายๆที่อยู่บนเกาะ โรบินสันได้ช่วยเหลือเด็กพื้นเมืองคนหนึ่งให้รอดชีวิตจากการถูกคนป่าฆ่าจับกินเป็นอาหาร เด็กคนนี้เลยมาใช้ชีวิตอยู่เป็นเพื่อนและผู้รับใช้ให้กับโรบินสัน โดยโรบินสันได้ตั้งชื่อเด็กคนนี้ว่า Friday เนื่องจากวันศุกร์เป็นวันที่โรบินสันเจอเด็กคนนี้นั่นเอง

รีสอร์ทที่ดิฉันไปพักที่มัลดีฟส์มีคอนเซปต์เก๋ไก๋อยู่ว่า แขกแต่ละกรุ๊ปที่ไปพักจะได้รับการจัดสรร “Mr. Friday” ให้หนึ่งคน โดย “Mr. Friday” ก็คือ บัตเลอร์ (Butler) ที่จะคอยดูแลความเรียบร้อยเรื่องที่พัก อาหาร และกิจกรรมต่างๆ ให้กับแขกของรีสอร์ทตลอดระยะเวลาที่อยู่บนเกาะ เมื่อเข้ามาในห้องพักแล้วทางรีสอร์ทยังมีหนังสือนิยาย โรบินสัน ครูโซ วางไว้ให้อ่านเล่นอีกด้วย ประมาณว่าคงอยากจะให้แขกที่มาพักรู้สึกอินกับบรรยากาศชาวเกาะท่ามกลางธรรมชาติ เหมือนกับตอนที่โรบินสัน มาติดเกาะร้างกลางทะเลฉันใดฉันนั้น (เพียงแต่ในการพักผ่อนของเราทางรีสอร์ทมีอุปกรณ์โน่นนี่ให้ใช้ ไม่ต้องลำบากจริงๆอย่างโรบินสัน)

 

One-Palm Island

ดิฉันเริ่มอินกับบรรยากาศชาวเกาะและเรื่องราวของโรบินสัน ด้วยความที่ดิฉันไม่ได้เป็นนักวรรณกรรมแต่เป็นนักเศรษฐศาสตร์ ทำให้ดิฉันไม่ได้นึกถึงผลงานต่างๆของ แดเนียล ดีโฟ แต่ดันไปนึกถึงเรื่องของระบบเศรษฐกิจแบบ โรบินสัน ครูโซ (Robinson Crusoe’s Economy)[2] ขึ้นมาแทน ยิ่งตอนที่ได้เห็น One-Palm Island (รูปข้างบน) แล้วรู้สึกตื่นเต้นมาก นึกถึงสมัยตอนเรียนเรื่องระบบเศรษฐกิจแบบ โรบินสัน ครูโซ ขึ้นมาทันที หากตอนที่ดิฉันเรียนอาจารย์มีรูปนี้ให้ดู ดิฉันคงเรียนเรื่องนี้ได้อย่าง “เห็นภาพ” มากขึ้นทีเดียว

 

นิยายเรื่อง Robinson Crusoe เขียนโดย Daniel Defoe ในปี 1719

 

โต๊ะนักเรียน 😉

ก่อนจะเล่าให้ฟังเรื่องระบบเศรษฐกิจแบบ โรบินสัน ครูโซ ขอเกริ่นก่อนว่า การอธิบายระบบเศรษฐกิจที่มีอยู่ในชีวิตจริงเป็นเรื่องยากและซับซ้อน การสอนวิชาเศรษฐศาสตร์ในห้องเรียนจึงมักเริ่มที่โมเดลของระบบเศรษฐกิจแบบที่ “ง่ายที่สุด” ก่อน คำว่า “ง่ายที่สุด” หมายถึง มีตัวละครน้อย มีชนิดของสินค้าน้อย มีทางเลือกในการตัดสินใจของตัวละครน้อย และข้อมูลหลายๆอย่างในเรื่องมักจะถูกกำหนดมาให้โดยไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ หลังจากที่นักเรียนเข้าใจระบบเศรษฐกิจแบบง่ายแล้ว โมเดลก็จะถูกทำให้ซับซ้อนมากขึ้น คือมีตัวละครมากขึ้น มีชนิดของสินค้ามากขึ้น มีทางเลือกในการตัดสินใจของตัวละครมากขึ้น และข้อมูลหลายๆอย่างในเรื่องจะสามารถถูกเปลี่ยนแปลงได้ เมื่อนักเรียนเก่งขึ้นอีกขั้นก็จะสามารถเอาโมเดลที่เรียนในห้องเรียนนี้ไปพัฒนาต่อเติมเองให้ซับซ้อนได้ยิ่งขึ้นอีก (วัตถุประสงค์ของการทำให้ซับซ้อนยิ่งขึ้นนี้ มิใช่ให้เอามาไว้ใช้อวดเพื่อนหรืออวดคนทั่วไปว่าฉันเก่งฉันฉลาด แต่เป็นการทำให้โมเดลสามารถอธิบายระบบเศรษฐกิจที่มีอยู่ในชีวิตจริงได้ใกล้เคียงยิ่งขึ้นค่ะ)

เรื่องของโรบินสัน (แบบง่ายที่สุด) มีอยู่ว่า โรบินสันมาติดเกาะร้าง เนื่องจากบนเกาะไม่มีใครและไม่มีอะไรนอกจากต้นมะพร้าว (โปรดดูรูป One-Palm Island ข้างบน – จริงๆต้นไม้ในรูปข้างบนคือต้นปาล์มแต่ดิฉันขอมั่วว่ามันคือต้นมะพร้าวเพื่อเอามาใช้เล่าเรื่องนี้ก่อนแล้วกันค่ะ) ทำให้โรบินสันมีเรื่องที่ต้องตัดสินใจอยู่เรื่องเดียวนั่นก็คือเขาจะเอาเวลาที่มีอยู่ไปทำอะไรดีระหว่าง (1) ไปพักผ่อนนอนตีพุงอยู่ริมหาด (Leisure) หรือ (2) ไปทำงานเก็บลูกมะพร้าว (Gathering coconuts)[3] ไว้สำหรับการรับประทาน (Consumption) โดยทั้งการพักผ่อนและการรับประทานมะพร้าวจะทำให้โรบินสันได้รับความสุขความพอใจ (Utility) เพิ่มขึ้น จะเพิ่มขึ้นมากหรือน้อยขึ้นกับความชอบของโรบินสัน (Robinson’s Utility Function) อย่างไรก็ดี โรบินสัน (เช่นเดียวกับพวกเราทุกคน) มีข้อจำกัดอยู่ว่า เขามีเวลาเพียงวันละ 24 ชั่วโมงเท่านั้น ดังนั้นโรบินสันจึงต้องตัดสินใจให้ดีว่าเขาควรจะแบ่งเวลาอย่างไร ว่าเขาควรจะพักผ่อนวันละกี่ชั่วโมง และเขาควรจะทำงาน (เพื่อจะได้มีกิน) วันละกี่ชั่วโมง

เรื่องราวของโรบินสันสามารถถูกทำให้ซับซ้อนขึ้นได้ (เพื่อให้ใกล้เคียงโลกแห่งความเป็นจริงมากขึ้น) เช่น (1) อาจมีการตั้งบริษัทเก็บมะพร้าวขึ้นมา (2) อาจมีอาชีพอื่นให้เลือกทำนอกเหนือจากการเก็บมะพร้าว เช่น ให้โรบินสันเลือกที่จะไปจับปลาได้ (3) อาจให้มีมนุษย์คนอื่นเข้ามาอยู่บนเกาะด้วย และให้มนุษย์คนนี้มีความถนัดที่ต่างจากโรบินสัน (4) อาจให้โรบินสันเลือกใช้เวลาไปเพื่อการลงทุน (Investment) ในสิ่งต่างๆได้ เช่น เอาเวลาไปพัฒนาเครื่องมือเพื่อให้การเก็บมะพร้าวหรือการจับปลามีประสิทธิภาพมากขึ้น เอาเวลาไปสร้างกระท่อม สร้างระบบเก็บกักน้ำหรือโครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure) อื่นๆ[4],[5],[6],[7]

 

น้ำใสเห็นตัวปลา

ลองมานั่งนึกเล่นๆว่า หากเราปล่อยโรบินสันไว้บนเกาะร้างนี้ แล้วเวลาผ่านไป โรบินสันจะเป็นอย่างไรบ้าง  (สมมติว่าโรบินสันไม่หนีไปไหนเสียก่อนนะคะ)

 

มาแอบดูโรบินสันกันค่ะ

สิบปีต่อมา เราอาจเห็นโรบินสันที่แก่ตัวลง ยังคงทำการเก็บมะพร้าวมารับประทาน สลับกับการนอนตีพุงสบายใจอยู่ริมหาด

หรือ สิบปีต่อมา เราอาจเห็นโรบินสันอาศัยอยู่ในกระท่อมใหญ่โต มีสวนมะพร้าวและเครื่องมือเก็บมะพร้าวที่ทันสมัย มีระบบผลิตและเก็บกักน้ำจืดไว้ใช้ นอกจากนี้ยังมีบ่อเพาะพันธุ์ปลาและเครื่องมือจับปลาที่มีประสิทธิภาพ โรบินสันอาจกำลังนั่งครุ่นคิดว่าเขาจะนำพลังงานแสงอาทิตย์ที่มีอยู่มาเก็บหรือมาแปรรูปให้เกิดประโยชน์อย่างอื่นได้หรือไม่

 

จะเป็นอย่างไรบ้างนะ

ลองมองดูโรบินสันทั้งสองคน แล้วลองคิดดูว่าเขาทั้งสองต่างกันอย่างไร ทั้งสองเริ่มด้วยต้นทุนที่เหมือนกัน คือ เกาะหนึ่งเกาะกลางทะเลกับต้นมะพร้าวหนึ่งต้น แต่สิบปีผ่านไปชีวิตของเขาต่างกันโดยสิ้นเชิง ถ้าถามดิฉัน อยากตอบว่าโรบินสันสองคนนี้แค่ “คิดต่างกัน” เท่านั้น โดยส่วนตัวแล้วดิฉัน “เลือกที่จะเชื่อ” ว่าความสามารถที่มีมาแต่กำเนิด (Innate ability) ของ “คนส่วนใหญ่” นั้นไม่ได้ต่างกันมากนัก ความแตกต่างของคนแต่ละคนจึงเกิดจากสิ่งที่พวกเขาเลือกที่จะคิดและเลือกที่จะทำ แค่นั้นเอง… (ขอเน้นว่า ดิฉันใช้คำว่า “เลือกที่จะเชื่อ” เนื่องจากดิฉันไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่ามันจริงหรือไม่ แต่ดิฉันพอใจที่จะเชื่อแบบนี้; และดิฉันใช้คำว่า “คนส่วนใหญ่” เพราะขี้เกียจเถียงเวลามีคนเอาตัวอย่างเพียงหยิบมือเดียวมาใช้อ้างว่ามันไม่ถูก)

 
 

คงจะไม่ใช่เรื่องที่ผิด หากใครพอใจที่จะเลือกเป็นโรบินสันแบบแรก คนเรามีความชอบที่ต่างกัน (Different Utility Function) ดังนั้นการพักผ่อนและการเก็บมะพร้าวอาจเป็นความสุขของใครบางคน แต่จงอย่าเลือกเป็นโรบินสันแบบแรกเพียงเพราะคิดว่าเราเป็นโรบินสันแบบที่สองไม่ได้ อย่าคิดว่าเราไม่เก่ง อย่าคิดว่าเราทำไม่ได้ เราคงไม่รู้หรอกว่ากว่าโรบินสันคนที่สองจะสร้างทุกอย่างขึ้นมาได้ เขาต้องพลาดต้องล้มเหลวมากี่ครั้ง เสียเวลาไปไม่รู้เท่าไหร่ อาจต้องแอบไปนั่งเซ็งอยู่ใต้ต้นมะพร้าวนับครั้งไม่ถ้วน กว่าที่เขาจะมีวันนี้

ไม่มีอะไรมากหรอกค่ะ มองดูโรบินสันแล้วอยากให้ย้อนดูตัวเรา อยากจะเป็นกำลังใจให้กับทุกคน ไม่อยากให้ท้อถอย (จริงๆแล้ว บอกตัวเองด้วย) การที่เราเห็นหลายๆคนประสบความสำเร็จในชีวิต เราอาจจะคิดว่าอะไรๆช่างง่ายดายสำหรับเขา จริงๆแล้วเขาต้องผ่านอะไรมากมายที่เราอาจจะไม่รู้ สิ่งที่คนที่ประสบความสำเร็จหลายๆคนเขามีเหมือนกันคือ เขามีความคิด เขามีความพยายาม และเขาไม่ยอมแพ้อะไรง่ายๆ หากเรารู้จักคิดให้เป็น มองให้ไกล และมีความมุ่งมั่น วันหนึ่งสิ่งที่เราฝันไว้ก็คงจะเป็นจริงได้เช่นกันค่ะ…

P.S. รูปทั้งหมดของทริปมัลดีฟส์ที่อยู่บน Blog นี้ ดิฉันถ่ายโดยใช้ iPhone 4 ค่ะ ต้องขอขอบคุณและยกย่องความมีวิสัยทัศน์และความพยายามของ สตีฟ จอบส์ (Steve Jobs) อย่างจริงใจ หากเราออกไปอยู่นอกโลกแล้วมองกลับเข้ามาอาจจะเห็นได้ว่าโลกของเราใบนี้เป็นเพียงเกาะร้างเกาะหนึ่ง หากแต่ว่ามีโรบินสันหลายแบบอาศัยอยู่ด้วยกันหลายคน โรบินสันแบบคุณสตีฟ (และอีกหลายท่านในวงการอื่นๆ) นี่แหละ ที่ทำให้โลกของเราในวันนี้แตกต่างจากโลกของเราเมื่อสิบปีที่แล้วอย่างสิ้นเชิง

 

Written by Dr. Ploy (7 May 2012)

All suggestions and comments are welcome!

www.facebook.com/RationallyInteresting

RationallyInteresting@hotmail.com


[3] ในบางโมเดลอาจเห็นโรบินสันไปหาของป่า, ขุดแยม, หรือเก็บลูกเบอร์รี่ แทนการเก็บลูกมะพร้าว