ภูมิคุ้มกัน – ข้อดีของเรื่องร้ายๆ

Society

 

Photo by David Blackwell (license)

ช่วงนี้โรคมือเท้าปากกำลังระบาด หากใครร่างกายไม่แข็งแรง ไม่มีภูมิคุ้มกันที่ดี ก็อาจติดโรคนี้ได้ ต้องล้มหมอนนอนเสื่อกันไป

จากเหตุการณ์โรคระบาดนี้ ทำให้อยากพูดเรื่องของภูมิคุ้มกัน การไม่มีภูมิคุ้มกันทำให้ร่างกายอ่อนแอ เจ็บป่วยง่าย ไม่มีแรงไปทำหน้าที่ของตนได้อย่างเต็มที่ ในบางครั้งอาจเป็นเหตุ (ส่วนหนึ่ง) ที่ทำให้อาณาจักรล่มสลายได้เลยทีเดียว

หลายคนคงเคยได้ยินเรื่องราวของอาณาจักรอินคา

อาณาจักรอินคา เป็นอาณาจักรโบราณที่ใหญ่ที่สุดในอเมริกาใต้ มีความเจริญรุ่งเรืองอยู่ในช่วงปี 1438 ถึง 1533 อาณาจักรอินคามีจุดเด่นในด้านสถาปัตยกรรมและวิศวกรรม นอกจากความสามารถในการคิดโครงสร้างที่ดีแล้ว น่าจะมีระบบการสั่งงานและดำเนินงานที่ดีด้วย ทำให้การสร้างสถาปัตยกรรมใหญ่ๆ เช่น มาชูปิกชู สำเร็จลุล่วงได้ ทั้งๆที่ในสมัยนั้นมนุษย์ยังไม่มีเครื่องทุ่นแรงมากนัก อาณาจักรอินคาได้ล่มสลายลงจากการบุกรุกของสเปนภายใต้การนำของ Francisco Pizarro โดยจริงๆแล้วทหารสเปนมีจำนวนน้อยกว่าทหารอินคามากนัก จากการวิเคราะห์ของนักวิชาการหลายท่าน (รวมถึง Jared Diamond) ได้ข้อสรุปว่า ชาวอินคาแพ้เพราะเสียเปรียบเรื่องอาวุธ ถูกชาวสเปนใช้กลยุทธ์จับตัวผู้นำแล้วหักหลัง แต่อีกเหตุผลที่สำคัญและน่าสนใจคือ ชาวอินคาจำนวนมากมายได้ตายลงจากไข้ทรพิษที่ทหารสเปนนำเข้ามาแพร่ โดยไข้ทรพิษนี้มิได้ทำร้ายทหารสเปนแต่อย่างใด เนื่องจากทหารสเปนมีภูมิคุ้มกัน[1],[2]

ว่ากันว่าที่ทหารสเปนมีภูมิคุ้มกันต่อโรคร้ายๆได้เพราะก่อนหน้านี้ (ในยุค Middle Ages) ยุโรปได้ผ่านเหตุการณ์โรคระบาดที่คร่าชีวิตคนมาแล้วหลายครั้ง ผู้ที่รอดได้ก็จะมีสร้างภูมิคุ้มกันโรคเหล่านั้น และถ่ายทอดให้ลูกหลานในรุ่นถัดไป Jared Diamond เชื่อว่าโรคร้ายๆส่วนใหญ่ที่เกิดขึ้นในยุโรป เกิดจากการที่คนใกล้ชิดกับสัตว์ที่ถูกนำมาใช้งาน ทำให้คนติดโรคจากสัตว์เหล่านั่น โดยสมัยนั้นทวีปยุโรปมีสัตว์ใช้งานหลายชนิด ในขณะที่ทวีปอเมริกาใต้มีเพียงแค่ตัวลามะ (Lama) จึงทำให้ไม่ได้มีเหตุการณ์โรคระบาดเกิดขึ้นมากนัก[3]

มานั่งคิดๆ หากชาวอินคาเคยได้เจอกับโรคทรพิษมาก่อนที่จะโดนสเปนรุกรานก็อาจจะมีภูมิคุ้มกัน อาจจะไม่แพ้สเปน หรือแพ้ยากกว่านี้ หรือถ้าอาณาจักรอินคาเคยมีโรคร้ายๆแปลกๆมาก่อน ทำให้ชาวท้องถิ่นมีภูมิคุ้มกัน เมื่อสเปนมาบุกรุก เหตุการณ์อาจจะกลับตาลปัตร โดยผู้บุกรุกอาจล้มตายด้วยเชื้อโรคท้องถิ่นแทนก็เป็นได้ อาณาจักรอินคาอาจไม่ต้องพ่ายแพ้แก่สเปนและล่มสลายไป

ได้รับรู้ประโยชน์ของ “ภูมิคุ้มกัน” จากเรื่องราวของอาณาจักรอินคาแล้ว คงเห็นด้วยว่าการมีภูมิคุ้มกันจะทำให้เราได้เปรียบ โดยดิฉันไม่อยากให้คำว่า “ภูมิคุ้มกัน” นี้หมายถึงภูมิคุ้มกันโรคเพียงอย่างเดียว แต่อยากให้หมายความรวมถึงภูมิคุ้มกันชีวิต นั่นคือ ภูมิคุ้มกันต่อความผิดหวัง ความล้มเหลว การถูกต่อว่านินทา และการต้องเจอะเจอเรื่องแย่ๆหรือคนแย่ๆ การมีภูมิคุ้มกันต่อสิ่งเหล่านี้ทำให้เราสามารถฟื้นตัวลุกขึ้นยืนใหม่ได้อย่างรวดเร็วและมั่นคง โดยไม่ต้องพ่ายแพ้ท้อถอยไป

ทำอย่างไรจึงจะมีภูมิคุ้มกัน

ถ้าเป็นเรื่องของโรค ก็ฉีดวัคซีน โดยวัคซีนคือเชื้อโรคที่ตายแล้วหรืออ่อนกำลัง ถ้าเป็นเรื่องของชีวิต คงไม่มีใครที่เจตนาอยากจะสร้างเรื่องร้ายๆให้เกิดกับชีวิตตัวเอง แต่การที่ทุกสิ่งอย่างไม่แน่นอน ทำให้เรื่องร้ายๆ หรือความผิดหวังสามารถเกิดขึ้นได้กับทุกๆคนทั่วหน้ากัน เมื่อเรื่องร้ายๆเกิดขึ้น จงมองในแง่ดีว่า โชคดีแล้วที่เรื่องนี้เกิดขึ้นกับเรา ทำให้เราแข็งแกร่ง ยิ่งเรื่องนี้เกิดขึ้นกับเราเร็วเท่าไหร่ เราก็มีโอกาสได้สร้างภูมิคุ้มกันก่อนใครๆเขา 

“What doesn’t kill you makes you stronger.” Friedrich Nietzsche

Written by Dr. Ploy (22 July 2012)

All suggestions and comments are welcome!

www.facebook.com/RationallyInteresting

RationallyInteresting@hotmail.com


[2] “Guns, Germs, and Steel” by Jared Diamond

[3] Ibid.

Agree to Disagree – เห็นด้วยว่าเห็นไม่ตรงกัน

Society

Photo by Spencer Finnley (license)

มีทฤษฎีของนักเศรษฐศาสตร์รางวัลโนเบลท่านหนึ่งบอกว่า หากคนที่“มีเหตุผล”สองคน มีความรู้และข้อมูลพื้นฐานที่เหมือนกัน (Common Prior) เขาสองคนนั้นจะมีความเห็นที่ตรงกัน (Robert Aumann (1976))[1]

ท่านอ่านแล้วคงตบโต๊ะ หัวเราะลั่น บอกว่า แล้วที่เห็นกันอยู่ในสังคมเราทุกวันนี้เล่าคืออะไร

เหตุผลข้อหนึ่งก็คงเป็นเพราะว่า หลายๆคนที่เห็นไม่ตรงกันนั้น มีความรู้และข้อมูลพื้นฐานที่ต่างกัน (เนื่องจากต่างครอบครัว ต่างสังคม ต่างสิ่งแวดล้อม ฯลฯ) หรืออาจเป็นไปได้ว่าคนบางคนหรือคนบางกลุ่ม“ไม่มีเหตุผล”

แต่ถึงแม้ว่าทุกคนจะ“มีเหตุผล” และทุกคนมีความรู้และข้อมูลพื้นฐานที่เหมือนกัน เขาเหล่านั้นจะมีความเห็นตรงกันจริงหรือ (ท่านลองหาคำตอบดูเองดีไหม)

ประเด็นที่อยากจะเน้นวันนี้คือ ทำอย่างไรจึงจะทำให้คนที่เห็นไม่ตรงกันจะอยู่ร่วมกันได้ในสังคมเดียวกัน

แนวคิดเรื่อง Agree to Disagree มีอยู่ว่า ต่างฝ่ายต่างเห็นด้วยว่าเห็นไม่ตรงกันในเรื่องๆหนึ่ง (หรือหลายๆเรื่อง) แต่การทะเลาะกัน ต่อสู้กันไปไม่เกิดประโยชน์ และไม่ใช่ทางออกที่ดีที่สุด จึงตกลงกันว่าจะเคารพความเห็นของอีกฝ่ายและอยู่ร่วมกันได้แม้จะไม่เห็นด้วย (ทำนองว่า I respect your opinion although I do not agree to it.)

บางท่านอาจไม่เห็นด้วยกับแนวคิดนี้ มองว่ามันไม่ได้แก้ปัญหาต้นตอที่ทำให้ขัดแย้งกันตั้งแต่แรก (ดิฉันเห็นด้วยว่าเราเห็นไม่ตรงกันค่ะ) ดิฉันมองว่า หากในขณะนี้ยังหาวิธีที่ดีกว่านี้ไม่ได้ การอยู่แบบ Agree to Disagree โดยเบียดเบียนกันให้น้อยที่สุดน่าจะเป็นการแก้ปัญหาที่ดีที่สุด แน่นอนว่าหากวันหนึ่งเราสามารถคิดค้นวิธีที่ดีกว่านี้ได้เราจึงค่อยเปลี่ยนไปใช้วิธีนั้น

การคิดค้นทางออกใหม่ (ที่ดีกว่า Agree to Disagree) คงจะต้องเริ่มที่ให้ทุกฝ่ายได้รับความรู้และข้อมูลพื้นฐานที่ถูกต้องเหมือนกัน (อาจจะยังไม่แก้ปัญหาซักทีเดียว แต่วิธีนี้จะนำไปสู่การตัดสินใจที่ดีขึ้นกว่าตอนที่ข้อมูลไม่ตรงกัน) ขั้นต่อมาคือการสร้างเป้าหมายระยะยาวที่ตรงกัน โดยแต่ละฝ่ายอาจเห็นไม่ตรงกันในระยะสั้น เช่น คนโน้นอยากได้นี่ คนนี้อยากได้นั่น แต่หากมองให้ยาวออกไปทุกฝ่ายอาจมีเป้าหมายระยะยาวที่สอดคล้องกัน เช่น อยากให้ครอบครัวมีความสุข อยากให้องค์กรมั่นคงและมีกำไร หรืออยากให้ประเทศชาติเจริญก้าวหน้า เมื่อหาเป้าหมายระยะยาวที่ตรงกันได้แล้วก็พยายามคิดแผนการให้เราไปสู่เป้าหมายนั้นได้[2]

เข้าใจค่ะว่าฟังดูง่ายแต่จริงๆแล้วทำยาก เพราะฉะนั้นในขณะที่เรายังคิดค้นหาทางออกใหม่ไม่ได้ เรามาลองใช้วิธี Agree to Disagree ดูก่อนเพื่อจะได้อยู่ร่วมกับคนที่เราไม่เห็นด้วยได้อย่างสงบสุขค่ะ

Written by Dr. Ploy (7 July 2012)

All suggestions and comments are welcome!

www.facebook.com/RationallyInteresting

RationallyInteresting@hotmail.com


[1] Aumann, Robert (1976), Agreeing to Disagree, The Annals of Statistics, Vol. (4), No. 6, pp. 1236-1239.

Aaronson, Scott (2005), The Complexity of Agreement, Proceedings of ACM STOC, pp. 634-643.

[2] ประยุกต์มาจากแนวคิดในหนังสือ “Crucial Conversations: Tools for Talking When Stakes are High” by Kerry Patterson, Joseph Grenny, Ron Mcmillan, and Al Switzler.