Nowcasting 101

Digital Economy, Society

ตีพิมพ์ครั้งแรก: กรุงเทพธุรกิจ วันที่ 5 ส.ค. 2559

ท่านผู้อ่านอาจเคยได้ยินคำว่า Nowcasting มาบ้าง คำๆนี้มีความหมายอย่างไร และมีความน่าสนใจอย่างไร จะขอนำมาเล่าให้ฟังในบทความนี้ค่ะ

คำว่า Nowcasting มาจากคำว่า Now + Forecasting  ซึ่งปกติแล้วการทำ Forecasting จะเป็นการนำข้อมูล ในช่วงเวลาก่อนหน้ามาใช้คาดการณ์ Economic Indicator ในช่วงเวลาถัดไป  แต่การทำ Nowcasting เป็นการใช้ข้อมูลในช่วงเวลาปัจจุบันมาใช้คาดการณ์ Economic Indicator ในช่วงเวลาเดียวกัน  โดย Choi and Varian (2009) อธิบายว่ามันคือการ “Predicting the Present” หรือคือการ “คาดการณ์ปัจจุบัน”

หากจะมองให้เห็นภาพจะขอยกตัวอย่างการทำ GDP Nowcasting มาอธิบาย  ปกติตัวเลขทางเศรษฐกิจ ที่สำคัญ เช่น ตัวเลข GDP จะออกมาค่อนข้างช้า  ในประเทศสหรัฐอเมริกา ตัวเลข GDP ของแต่ละไตรมาส จะออกมาหลังสิ้นไตรมาสนั้นไปแล้ว 1 เดือน และจะมีการ Revise อีก 2 ครั้งหลังจากนั้น (ส่วนตัวเลข GDP ของประเทศไทย จะออกมาหลังสิ้นไตรมาสนั้นไปแล้วประมาณ 1 เดือนครึ่ง)  อย่างไรก็ดีผู้กำหนดนโยบาย อาจมีความจำเป็นที่ต้องการจะทราบแนวโน้มของ GDP ในไตรมาสนั้นๆ เพื่อประกอบการตัดสินใจ ในเรื่องสำคัญๆ ก่อนที่ตัวเลข GDP จริงของไตรมาสนั้นๆจะออกมา

ปกติแล้วตัวเลข GDP จะมีองค์ประกอบหรือมีความเกี่ยวพันกับข้อมูล Economic Activities ต่างๆ เช่น ตัวเลขที่เกี่ยวกับด้านการผลิต ตัวเลขที่เกี่ยวกับการค้าต่างประเทศ ตัวเลขที่เกี่ยวกับตลาดแรงงาน ฯลฯ ซึ่งตัวเลขเหล่านี้อาจถูกจัดเก็บในช่วงเวลาที่ถี่กว่า เช่น เป็นข้อมูลรายเดือน หรือ อาจถูกรวบรวมและประกาศ ออกมาได้ก่อนตัวเลข GDP ของไตรมาสนั้นๆ เพราะฉะนั้นหากอยากรู้ตัวเลข GDP ของไตรมาสนี้ในตอนนี้ (ก่อนที่ตัวเลขจริงจะออกมา) ก็สามารถนำข้อมูลต่างๆเหล่านี้ ซึ่งเป็นข้อมูลของไตรมาสนี้ มาช่วยในการคาดการณ์ GDP ของไตรมาสนี้ได้

โดยในประเทศสหรัฐอเมริกา Federal Reserve Bank of Atlanta ได้คิด Nowcasting Model ของ GDP เรียกว่า GDPNow (https://www.frbatlanta.org/cqer/research/gdpnow.aspx) โดยใช้หลักการของ Nowcasting ตามที่อธิบายข้างบนมาคาดการณ์ GDP ในไตรมาสปัจจุบัน และจะทำการ Update เรื่อยๆเมื่อ Economic Data ต่างๆที่เกี่ยวข้องถูกทยอยประกาศออกมา

และเมื่อไม่นานมานี้ (เมษายน 2016) Federal Reserve Bank of New York ก็ได้คิด Nowcasting Model ของ GDP เรียกว่า FRBNY Nowcast (https://www.newyorkfed.org/research/policy/nowcast) ออกมาแข่ง โดยยังใช้หลักการของ Nowcasting แต่มีรายละเอียดที่ต่างออกไปจาก Model ของ Federal Reserve Bank of Atlanta  โดย FRBNY Nowcast นี้จะถูก Update ทุกๆวันศุกร์

นอกจากตัวเลข GDP แล้ว ยังมีตัวเลขอื่นๆที่ถูกนำมา Nowcast เช่น อัตราเงินเฟ้อ นอกจากนี้ข้อมูลการ Search Internet ของคนทั่วไปยังสามารถถูกนำมาใช้เป็น Input ของ Nowcasting Model ได้ด้วย เช่น การใช้ข้อมูล Google Trends ในการ Nowcast ตัวเลข Retail Sales, Automotive Sales, Home Sales, และ Travel Volume (Choi and Varian (2009)) หรือการนำข้อมูล Public Mood จาก Twitter มาช่วยในการคาดการณ์ Index ในตลาดหุ้น (Bollen, Mao, and Zeng (2010))

ในปัจจุบันเราอยู่ในยุคของข้อมูล เทคโนโลยีต่างๆสามารถทำให้เราเข้าถึงข้อมูลต่างๆได้เร็วขึ้น หรือทำให้เราเข้าถึงข้อมูลชนิดใหม่ๆที่เราอาจไม่สามารถเคยเข้าถึงได้ในอดีต การที่ข้อมูลเหล่านี้ ถูกนำมาใช้ประโยชน์ทำให้เราได้เห็น Nowcasting Model ซึ่งต่อไปอาจถูกพัฒนาให้มีศักยภาพมากขึ้นเรื่อยๆ หรือ Nowcasting Model อาจถูกสามารถนำมาประยุกต์ใช้ในเรื่องอื่นๆที่หลากหลายมากขึ้น ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อสังคมต่อไป

 

Reference:

Bollen, J., Mao, H. & Zeng X. J. (2010). Twitter Mood Predicts the Stock Market. Journal of Computational Science, 2(1), 1-8.

Choi, H., & Varian, H. (2009). Predicting the Present with Google Trends. Google Inc.

Higgins, P. (2014). GDPNow: A Model for GDP “Nowcasting.” Federal Reserve Bank of Atlanta Working Paper Series, 2014-7.

Underemployment 101

Labor Economics, Society

ตีพิมพ์ครั้งแรก: กรุงเทพธุรกิจ วันที่ 3 พ.ค. 2559

อัตราว่างงาน (Unemployment Rate) ล่าสุดที่เพิ่งออกมาของเดือนมีนาคม 2559 อยู่ที่ 1.04% ตัวเลขนี้บอกอะไร?  การที่อัตราว่างงานของประเทศต่ำนั้นแปลว่า ‘ดี’ จริงหรือไม่?  อยากจะชวนท่านผู้อ่าน มาถกกันในบทความนี้ค่ะ

การที่คนจะถูกจัดว่าเป็นคน ‘ว่างงาน’ ได้ คนๆนั้นจะต้อง (i) ไม่มีงานทำ แต่ (ii) กำลังหางาน หรือพร้อมจะทำงาน (ทั้ง (i) และ (ii) ต้องจริง จึงจะจัดว่าเป็น ‘ผู้ว่างงาน’ ได้) เพราะฉะนั้นคนไม่มีงานทำ แต่ไม่ได้ต้องการจะหางานหรือไม่พร้อมจะทำงาน ก็ไม่ถือว่าเป็น ‘ผู้ว่างงาน’  คนจบปริญญาเอก แต่หางานที่ต้องใช้ทักษะตรงกับระดับที่เรียนจบมาไม่ได้ ต้องมาขายล๊อตเตอรี่ก็ไม่ถือว่าเป็น ‘ผู้ว่างงาน’  คนอยากทำงานเต็มเวลาแต่ไม่สามารถหาได้ต้องมารับงานชั่วคราว ก็ไม่ถือว่าเป็น ‘ผู้ว่างงาน’  เพราะฉะนั้นการที่ประเทศไทยมี ‘ผู้ว่างงาน’ จำนวนน้อย หรือมีอัตราว่างงานต่ำ นั้นไม่ได้หมายความว่า สถานการณ์ของตลาดแรงงานของประเทศนั้นจะ ‘ดี’ เสมอไป

การที่จะเข้าใจตลาดแรงงานของประเทศไทยได้ หากดูเพียงอัตราการว่างงานเพียงอย่างเดียว จะไม่สามารถทำให้เรามองเห็นสภาพตลาดแรงงานและปัญหาที่แท้จริงของตลาดแรงงานของประเทศได้ เราควรจะต้องทำความเข้าใจเรื่องของการทำงานต่ำกว่าระดับ (Underemployment) ซึ่งบอกถึงการทำงาน ไม่เต็มประสิทธิภาพของแรงงานด้วย  โดยองค์การแรงงานระหว่างประเทศ (International Labour Organization หรือ ILO) ให้คำจำกัดความของ Underemployment ไว้โดยแบ่งออกเป็น 2 ลักษณะ ดังนี้คือ

1) Time-related Underemployment (การทำงานต่ำกว่าระดับด้านเวลา) หมายถึงผู้ที่ทำงาน ต่ำกว่าระดับเวลาที่เหมาะสมและผู้นั้นมีเวลาเหลือและต้องการที่จะทำงานเพิ่ม  โดย ILO ไม่ได้กำหนด ว่าระดับเวลาที่เหมาะสมคือเท่าไหร่  แต่สำนักงานสถิติแห่งชาติ (ประเทศไทย) ได้ให้คำจำกัดความของ ผู้ทำงานต่ำกว่าระดับประเภทนี้ว่าเป็นผู้ที่ทำงานน้อยกว่า 35 ชั่วโมงต่อสัปดาห์และต้องการจะทำงานเพิ่ม  และกำหนดให้อัตราการทำงานต่ำกว่าระดับประเภทนี้ (Time-related Underemployment Rate) สามารถคำนวณได้จาก จำนวนผู้ทำงานต่ำระดับหารด้วยจำนวนผู้มีงานทำทั้งหมด

โดยอัตราการทำงานต่ำกว่าระดับประเภทนี้ของประเทศไทยในเดือนมีนาคม 2559 (ล่าสุด) แม้จะอยู่ที่เพียง 0.7% แต่มีผู้ที่ทำงานน้อยกว่า 35 ชั่วโมงต่อสัปดาห์อยู่ถึง 14.28% ของผู้มีงานทำทั้งหมด แปลว่าผู้ที่ทำงานน้อยชั่วโมงส่วนใหญ่เป็นพวกทำงานไม่เต็มเวลาแบบสมัครใจ  คือทำงานน้อยชั่วโมง แต่ไม่ได้ต้องการหรือพร้อมที่จะทำงานเพิ่ม  โดยจริงๆแล้วอาจมีความเป็นไปได้ว่าความไม่ต้องการ ที่จะทำงานเพิ่ม อาจเกิดจากความเข้าใจว่าไม่มีงานที่เหมาะสมหรือไม่คิดว่าจะหางานเพิ่มได้ก็เป็นได้

2) Inadequate Employment Situations (การทำงานต่ำกว่าระดับด้านสถานการณ์การทำงาน) โดยส่วนใหญ่แล้วจะหมายถึง (i) ผู้ที่ทำงานต่ำกว่าระดับด้านความรู้ความสามารถ คือทำงานที่ใช้ความรู้ ความสามารถต่ำกว่าระดับความรู้ความสามารถที่ตนเองมี หรือ (ii) ผู้ที่ทำงานต่ำกว่าระดับด้านรายได้ คือ ทำงานที่ได้รับรายได้ต่ำกว่าที่ควรจะได้  โดยผู้ที่ทำงานต่ำกว่าระดับด้านสถานการณ์การทำงานนี้ต้องการ ที่จะหางานที่ดีขึ้นกว่าที่ทำอยู่แต่ไม่สามารถหาได้

โดยการทำงานต่ำกว่าระดับประเภทนี้ไม่ได้มีนิยามที่เป็นทางการว่าจะวัดค่าได้อย่างไร และอาจวัดไม่ได้ง่ายจากข้อมูลโดยตรงเหมือนกับกรณีผู้ทำงานต่ำกว่าระดับด้านเวลา  หากจะมองว่า การทำงานต่ำกว่าระดับด้านความรู้ความสามารถ คือการที่คนรับทำงานที่ต่ำกว่าวุฒิการศึกษาที่จบมา หรือมีความไม่สอดคล้องของการศึกษาในแนวดิ่ง (Vertical Education Mismatch) พิริยะ ผลพิรุฬ และคณะ (2557) คำนวณไว้ว่าในปี 2551 มีจำนวนผู้มีความไม่สอดคล้องของการศึกษาในแนวดิ่งถึง 35.97% ของจำนวนแรงงาน

นอกเหนือจากเรื่องของ Underemployment แล้ว เรายังควรต้องเข้าใจเรื่องของแรงงานนอกระบบ (Informal Sector) ซึ่งเป็นแรงงานที่ไม่ได้รับการคุ้มครองจากกฎหมายแรงงาน มีรายได้ไม่แน่นอน และไม่มีสวัสดิการใดๆ เช่น แรงงานในภาคการเกษตร ผู้รับจ้างทำงานชั่วคราว ผู้ประกอบอาชีพอิสระ แม้คนเหล่านี้จะถูกจัดว่าเป็น ‘ผู้มีงานทำ’ แต่ไม่ได้หมายความว่าแรงงานเหล่านี้มีจะสถานภาพการทำงาน หรือคุณภาพชีวิตที่ ‘ดี’

เพราะฉะนั้นการวิเคราะห์ตลาดแรงงานของประเทศไทยโดยมองเพียงอัตราว่างงาน เพียงอย่างเดียวอาจเป็นการมองที่ผิวเผินจนเกินไป การที่จะเข้าใจสถานภาพตลาดแรงงาน และปัญหาที่แท้จริงได้ควรจะต้องพิจารณาหลายๆปัจจัยประกอบกัน

 

อ้างอิง:

(1) สำนักงานสถิติแห่งชาติ (2559) สรุปผลการสำรวจภาวะการทำงานของประชากร (เดือน มี.ค. 2559)

(2) http://www.ilo.org/global/statistics-and-databases/statistics-overview-and-topics/underemployment/current-guidelines/lang–en/index.htm

(3) พิริยะ ผลพิรุฬ และคณะ (2557) การพัฒนาระบบการศึกษาอาชีพและการเรียนรู้นอกระบบเพื่อสร้าง ระบบการเรียนรู้ตลอดชีวิตของประเทศไทย

ทุนมนุษย์แห่งโลกอนาคต

Digital Economy, Labor Economics, Society

ตีพิมพ์ครั้งแรก: กรุงเทพธุรกิจ วันที่ 28 มี.ค. 2559

ช่วงนี้คนคุยกันหนาหูเรื่องของการเข้าสู่การปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งที่ 4 (Industry 4.0) ของโลกเรา ในอนาคตข้างหน้านี้  หากการปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งที่ 4 เกิดขึ้นจริงในเวลาไม่ถึง 20 ปีข้างหน้า ตามที่รัฐบาลเยอรมันคาดการณ์ไว้ (รัฐบาลเยอรมันคาดการณ์ไว้เมื่อปี 2013 ว่า Industry 4.0 จะเกิดขึ้นภายใน 20 ปีหลังจากตอนนั้น – แต่ก็มีนักวิเคราะห์คนอื่นๆที่บอกว่ามันอาจจะเกิดขึ้นเร็วกว่านั้น)  เด็กที่เกิดใหม่ในช่วงเวลานี้ (รวมถึงตั้งแต่ 3-4 ปีก่อนหน้านี้) จะจบปริญญาตรีออกมาทำงาน ในยุคแห่งการเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่นี้พอดี

ทำอย่างไรเด็กของเราจึงจะพร้อมรับมือกับโลกอนาคต?

Industry 4.0 เป็นยุคของ Cyber-Physical Systems, Internet of Things, และ Big Data – หากให้ยกตัวอย่างแบบที่เห็นภาพได้  ให้ลองนึกถึงโรงงานที่อุปกรณ์ต่างๆเชื่อมต่อกันทั้งหมดแบบไร้สาย (Internet of Things) อุปกรณ์ต่างๆเหล่านี้มี Sensor ที่ทำให้อุปกรณ์แต่ละชนิดสามารถสื่อสาร และทำงานร่วมกันได้เอง (Cyber-Physical Systems) ในกระบวนการของการผลิต  นอกจากนี้ข้อมูลการทำงานและการสื่อสารของอุปกรณ์ต่างๆ (Big Data) จะสามารถถูกเก็บแล้วนำมาวิเคราะห์ประมวลผล เพื่อเลือกนำข้อมูลที่มีประโยชน์มาใช้ในการตัดสินใจ เรื่องสำคัญต่างๆ (เช่น การซ่อมแซม, การเปลี่ยนอุปกรณ์, การพัฒนาระบบการผลิต ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น)

ดังนั้นอย่างน้อยที่สุด เด็กรุ่นนี้จะต้องมีความรู้พื้นฐานด้าน IT และ Programming โดยเด็กอาจไม่ได้เติบโตไปเพื่อเป็น Programmer แต่การเข้าใจหลักการ จะทำให้เขาสามารถมองเห็นภาพได้ว่าระบบต่างๆรอบตัวเขาทำงานอย่างไร  รวมถึงทำให้เขามีพื้นฐานพอที่จะก้าวทันโลกอนาคต ที่มีแนวโน้มจะถูกขับเคลื่อนโดย Technology ใหม่ๆ ได้ง่ายขึ้น

เด็กรุ่นนี้ควรถูกหัดให้ปรับตัวได้เร็ว  ก้าวทันละก้าวได้เร็วกว่า Technology ที่เปลี่ยนแปลง  เนื่องจาก Technology สมัยใหม่นี้จะมาแทนที่การทำงานหลายอย่างของมนุษย์  หลายฝ่ายเริ่มเป็นกังวล ว่าต่อไปมนุษย์จะตกงาน  แต่จริงๆแล้วหากมนุษย์ปรับตัวให้อยู่เหนือ Technology ได้ มนุษย์จะมอง Technology เป็นเครื่องทุ่นแรงทุ่นเวลา เพื่อให้มนุษย์ได้มีเวลาเหลือไปทำสิ่งอื่นๆที่เครื่องจักรทำไม่ได้ เช่น พัฒนาเครื่องจักรให้ทุ่นแรงได้มากขึ้นไปอีก หรือสร้างนวัตกรรมประเภทอื่นๆขึ้นมา  ลองนึกภาพม้าพยศที่มีกำลังแรงกล้ามาก หากเราชักช้าไร้ไหวพริบอาจถูกม้าเตะทำให้หกล้มบาดเจ็บ แต่หากเราสามารถหาทางปีนขึ้นไปขี่และควบคุมม้าตัวนั้นได้ ก็จะใช้ประโยชน์จากม้าแรงเยอะนั้นได้มาก

สุดท้ายที่ขาดไม่ได้คือเด็กรุ่นนี้ต้องมีความคิดสร้างสรรค์ และหมั่นพัฒนาตัวเองได้อยู่เสมอ แสวงหาความรู้ใหม่ได้เองโดยไม่ต้องรอให้ใครมาป้อน เปรียบเหมือน Software ที่ Upgrade ตัวเองได้เองแบบ Automatic

การสร้างทุนมนุษย์สำหรับโลกอนาคต เป็นการมอง Trend ในอนาคต แล้วมาปรับภาคการศึกษา ให้ตอบโจทย์ความต้องการที่จะเกิดขึ้นในอนาคต หากการปฏิรูปการศึกษาแบบทั้งระบบทำได้ช้า อาจจะต้องเริ่มที่คนที่พอจะทำได้ก่อน เช่น ครูบาอาจารย์ พ่อแม่ผู้ปกครอง บางท่าน หรือ บางโรงเรียน บางชุมชน

ยุคของ Industry 4.0 เป็นยุคของคนประเภท Technology-savvy, มีความสามารถในการปรับตัวได้เร็ว,

และมีความคิดสร้างสรรค์  หากเด็กที่เกิดในวันนี้ไม่ได้ถูกหัดให้มีทักษะเหล่านี้ ในภายภาคหน้าเราจะไม่มีทุนมนุษย์ที่สามารถตอบโจทย์ Industry 4.0 ได้

เศรษฐกิจดิจิทัล ‘แบบพอเพียง’

Buddhism, Digital Economy, Happiness, Sufficiency Economy

ตีพิมพ์ครั้งแรก: กรุงเทพธุรกิจ วันที่ 18 ม.ค. 2559

ครั้งแรกที่สังคมไทยได้ยินเรื่อง “เศรษฐกิจพอเพียง” (18 ก.ค. 2517) ตัวผู้เขียนยังเกิดไม่ทัน  ส่วนในหลายปีต่อมาเมื่อสังคมไทยได้ยินเรื่องนี้อีกครั้งนั้น ผู้เขียนเกิดแล้วแต่ยังไม่อยู่ในวัย ที่สามารถจะเข้าใจ สนใจ หรือให้ความสำคัญกับหลักปรัชญานี้  ต่อมาผู้เขียนเติบโตขึ้น ได้ออกไปขวนขวาย ไขว่คว้า เห็นโลกกว้าง และได้เห็นความสุดโต่งของมนุษย์ในหลายๆด้าน   ท้ายที่สุดแล้วก็ได้ค้นพบว่าการมีชีวิตอยู่แบบพอเพียงพอประมาณโดยยึดหลักทางสายกลางนี้ น่าจะเป็นวิถีชีวิตที่ประเสริฐที่สุดแล้ว  ผู้เขียนจึงค่อยๆมาศึกษาค้นคว้าหาความรู้เพิ่มเติมในเรื่องนี้ หากคนรุ่นใหม่สนใจและอยากได้ยินพระราชดำรัสที่พระบาทสมเด็จ พระเจ้าอยู่หัวได้ทรงตรัสไว้ ขอแนะนำให้ Search Youtube หาคำว่า “เศรษฐกิจพอเพียง 2541” (พระราชดำรัส 4 ธ.ค. 2541)

แม้ปัจจุบันเราได้ก้าวข้ามผ่านจากระบบเศรษฐกิจแบบดั้งเดิมเข้ามาสู่ระบบเศรษฐกิจแบบดิจิทัลแล้ว อย่างไรก็ดีผู้เขียนเชื่อว่าหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงเป็นปรัชญาร่วมสมัย และน่าจะสามารถถูกขยายความให้ประยุกต์ใช้กับระบบเศรษฐกิจดิจิทัลได้เช่นกัน  บทความนี้เป็นบทความที่ผู้เขียนพยายามขยายความในเรื่องดังกล่าว โดยมีวัตถุประสงค์ที่จะให้คนรุ่นใหม่ได้เข้าใจหลักปรัชญานี้ได้ง่ายขึ้น เพื่อให้สังคมได้ทบทวนแนวคิดเรื่องความพอเพียง และเพื่อให้สังคมได้ต่อยอดแนวคิดนี้ต่อไป

เศรษฐกิจดิจิทัลหมายถึง ระบบเศรษฐกิจใหม่ที่นำเอาเทคโนโลยีดิจิทัลเข้ามาใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ ของกิจกรรมทางเศรษฐกิจ หรือเพื่อสร้างธุรกิจรูปแบบใหม่ที่สามารถตอบโจทย์ผู้บริโภคได้ ในลักษณะที่ธุรกิจแบบดั้งเดิมไม่สามารถทำได้หรือทำได้ยาก (ตัวอย่างของธุรกิจรูปแบบใหม่ เช่น Airbnb, GrabTaxi, Uber, Wongnai, Ookbee, etc.)

หากมองในภาคธุรกิจที่มีผู้บริโภคกับผู้ผลิตเป็นตัวละครหลัก ก็จะเห็นได้ว่าผู้บริโภคซื้อของจากผู้ผลิต ผ่านทาง Online มากขึ้น ของที่ซื้อมีทั้งแบบจับต้องได้และจับต้องไม่ได้  มีบริการรูปแบบใหม่ๆเกิดขึ้น วิธีการจ่ายเงินก็สะดวกขึ้น ผู้ผลิตสามารถโฆษณาและเสนอขายสินค้าได้แบบเฉพาะเจาะจง และถึงตัวผู้บริโภคแต่ละคนได้ง่ายขึ้น โดยผ่านทาง Social Media หรือช่องทาง Online อื่นๆ

หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง เป็นการที่แต่ละคน (ในระบบเศรษฐกิจ) ทำอะไรอย่างพอเพียงพอประมาณ ไม่โลภมาก ไม่เบียดเบียน  ผู้เขียนมองว่า “ความพอเพียง” น่าจะถูกนำมาปรับใช้ใน

ระบบเศรษฐกิจดิจิทัลได้ดังนี้

มองจากด้านผู้บริโภค: ด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัย ทำให้ผู้บริโภคในระบบเศรษฐกิจดิจิทัล สามารถถูกชักชวนให้อยากซื้ออยากมีในสิ่งที่อาจจะไม่จำเป็นหรือเกินตัวได้ง่ายมากขึ้น ทำให้ผู้บริโภคต้องมีสติมากขึ้น พยายามเสพสื่อ Online หรือเนื้อหาใน Social Media อย่างไม่มากจนเกินไปและมีสติ ควรรู้ว่าความพอเพียงพอประมาณของตนอยู่ที่จุดไหน หากมีมากอยากใช้มาก ใช้แล้วไม่เบียดเบียนใคร ก็สามารถทำได้ แต่หากมีน้อยจงใช้แต่น้อย อย่าเกินตัว เพราะหากเกินตัวแล้วก็ต้องไปกู้ยืมมีหนี้สินล้นพ้นตัว จะเป็นการเบียดเบียนตนเองและผู้อื่นต่อไป

อย่างไรก็ดีการมีเทคโนโลยีที่ทันสมัย ก็ทำให้ผู้บริโภคมีตัวช่วยในการ Track ความพอประมาณของตน ได้ง่ายขึ้นเช่นกัน เช่น Application ต่างๆที่จะช่วยในการ Track ว่าเรามีรายได้เท่าไหร่ มีทรัพย์สินหนี้สินเท่าไหร่ ควรจะใช้จ่ายเท่าไหร่ และได้ใช้จ่ายอะไรไปแล้วบ้าง นอกจากนี้การเสพสื่อ Online หรือเนื้อหาใน Social Media หากรู้จักเลือกให้ดีจะพบว่ามีเนื้อหาที่เสริมสร้างปัญญา และสอนให้เรามีสติมากขึ้นได้อีกด้วย

มองจากด้านผู้ผลิต: ผู้ผลิตในระบบเศรษฐกิจดิจิทัลมีเทคโนโลยีเป็นตัวช่วยในการลดค่าใช้จ่าย เพิ่มมูลค่า รวมถึงสามารถนำเสนอสินค้าและบริการรูปแบบใหม่ๆ  ผู้ผลิตควรใช้ตัวช่วยเหล่านี้ ในการสร้างสรรค์สินค้าและบริการ ที่จะเป็นประโยชน์ต่อผู้บริโภคหรือเป็นประโยชน์ต่อสังคม ไม่ใช่ใช้เพื่อสร้างสิ่งมอมเมา (ในโลกดิจิทัล) ให้ผู้บริโภคมาใช้จ่ายมากๆ เพื่อให้ผู้ผลิตได้กำไรสูงสุด โดยปราศจากคุณธรรม  การโฆษณาชวนเชื่อก็ควรหลีกเลี่ยงการเบียดเบียนผู้อื่น แม้จะมีเทคโนโลยีที่ทันสมัยสามารถรู้ข้อมูลพฤติกรรมของผู้บริโภคและสามารถเข้าถึงตัวผู้บริโภครายนั้นๆ ก็ไม่ควรใช้เทคโนโลยีนี้ไปหลอกล่อให้เขาต้องไปกู้หนี้ยืมสินมาซื้อของที่ตัวเขาเองก็ไม่ได้จำเป็นต้องใช้

ระบบเศรษฐกิจ ไม่ว่าจะแบบดั้งเดิมหรือแบบดิจิทัล มีสิ่งหนึ่งที่เหมือนกัน คือการที่ตัวละครต่างๆ (ผู้บริโภค, ผู้ผลิต, etc.) ต้องอยู่ร่วมกันและพึ่งพาอาศัยกัน หากมัวแต่โลภและจ้องแต่จะเบียดเบียนกัน ระบบเศรษฐกิจนั้นอาจเกิดปัญหาและไม่สามารถอยู่ได้อย่างยั่งยืน

 

เลือกความคิด

Buddhism, Happiness, Life

ตีพิมพ์ครั้งแรก: กรุงเทพธุรกิจ วันที่ 22 ธ.ค. 2558

ชีวิตเราทุกวันนี้ต้องเจอทางเลือกมากมาย  หากถ้าเป็นบริษัทก็ต้องเลือกว่าจะผลิตสินค้าหรือบริการอะไร ในปริมาณเท่าไหร่  หากถ้าเป็นผู้บริโภคก็ต้องเลือกตัดสินใจว่าจะบริโภคสินค้าหรือบริการประเภทไหน ในปริมาณเท่าไหร่ดี

‘เศรษฐศาสตร์’ เป็นศาสตร์แห่งการ ‘เลือก’ จัดสรรทรัพยากรที่มีอยู่จำกัด ให้เกิดประโยชน์สูงสุด  โดยหนึ่งในรูปแบบของปัญหาพื้นฐานทางเศรษฐศาสตร์ (Basic Economic Problems) ที่มนุษย์ต้องเจอ ก็คือการที่มนุษย์ต้องเลือกว่าจะบริโภคอะไร เพื่อให้ได้ความสุขความพอใจที่สูงที่สุด ภายใต้ข้อจำกัดที่มี (Consumer’s Utility Maximization Problem Subject to Budget Constraints)

ในชีวิตจริงมนุษย์มีความซับซ้อนมากกว่าในแบบจำลองทางเศรษฐศาสตร์ การที่มนุษย์จะมีความสุขได้ ก็มักซับซ้อนเกินกว่าเรื่องของการบริโภค  ในความเป็นจริงแล้วมนุษย์จะสุขหรือทุกข์ได้นั้น มักขึ้นกับสิ่งที่มนุษย์ผู้นั้นเลือกที่จะคิด  ดังนั้นในโลกที่มนุษย์อาศัยอยู่จริงจึงเป็นโลกแห่งการ ‘เลือกความคิด’  ว่ามนุษย์จะเลือกคิดอย่างไร จึงจะได้มีความสุขมากที่สุด ภายใต้ข้อจำกัดที่มี (Human’s Happiness Maximization Problem Subject to Life Constraints)

แล้วมนุษย์ควรจะ ‘เลือกความคิด’ อย่างไร?

มนุษย์เลือกได้ว่าจะคิดดีหรือคิดชั่ว  จะเลือกคิดแต่สิ่งที่ดี สิ่งที่เป็นเป็นกุศล คิดอภัย และคิดปรารถนาดีกับผู้อื่น  หรือจะเลือกคิดแต่สิ่งชั่ว คิดอาฆาตพยาบาท คิดอิจฉาริษยา  หากลองพิจารณาดูแล้ว น่าจะเห็นได้ว่าการเลือกคิดแบบไหนจะให้ความสุขทางใจได้มากกว่ากัน ไม่ว่า Life Constraints (สุขภาพ ฐานะ ครอบครัว การงาน สิ่งแวดล้อม etc) ของเราจะเป็นอย่างไร

เขาว่ากันว่า “You are what you think” คือเราจะเป็นในสิ่งที่เราคิด ถ้าเราเลือกที่จะคิดดี ความคิดดีๆจะส่งผลถึงพฤติกรรม มันจะออกมาทั้งทางการพูด และทางการกระทำ เราเป็นคนแบบไหน ก็จะดึงดูดคนที่มีลักษณะใกล้เคียงกันเข้ามา เป็นการเลือกเพื่อน เลือกสังคมที่เราอยู่  หากคิดดี พูดดี ทำดี มีจิตเมตตาต่อผู้อื่น ชีวิตก็จะเจอเรื่องดีๆ เจอคนดีๆ

การฝึกฝนให้ตัวเราเลือกคิดแต่สิ่งดีๆอาจทำได้ไม่ง่ายนัก ต้องใช้สติ ต้องฝืนใจ เพราะโดยธรรมชาติแล้ว ใจเราอาจหมกมุ่นกับเรื่องทางลบ การคิดโกรธนั้นง่ายกว่าการคิดอภัย การคิดโลภอยากได้โน่นอยากได้นี่นั้นง่ายกว่าการคิดที่จะให้ การคิดอาฆาตพยาบาทนั้นง่ายกว่าการคิดปรารถนาดี  การเลือกที่จะคิดดีนั้นจึงต้องเกิดจากการฝึกฝน หัดให้มีสติรู้เท่าทัน เมื่อใดที่ความคิดที่ไม่ดีเกิดขึ้น ให้กำหนดรับรู้ แล้วเปลี่ยนความคิดนั้นให้เป็นกุศล

จะปีใหม่แล้ว อยากให้ท่านผู้อ่านให้ของขวัญปีใหม่กับตัวเอง ด้วยการเลือกที่จะคิดดี พูดดี ทำดี  ขอให้ท่านมีความสุขจากการเลือกสิ่งเหล่านั้น และขอให้ท่านรายล้อมด้วยผู้คนที่เลือกที่จะคิดดี พูดดี ทำดี เหมือนๆกับท่าน… สวัสดีปีใหม่ค่ะ…

Generation ไทย (Gen Thai)

Buddhism, Happiness, Labor Economics, Society

ตีพิมพ์ครั้งแรก: กรุงเทพธุรกิจ วันที่ 3 ธ.ค. 2558

สังคมเราทุกวันนี้ เป็นการอยู่ร่วมกันของคนหลากหลาย Generations ทั้ง Baby Boomers, Gen X, Gen Y และ Gen Z   โดยแต่ละ Gen เกิดและเติบโตมาในช่วงเวลาที่ต่างกัน วิถีชีวิตวัฒนธรรมในแต่ละช่วงเวลา ก็ต่างกัน ทำให้คนแต่ละ Gen มีนิสัยและอะไรๆที่ต่างกันในหลายเรื่อง แต่ต้องมาอยู่ในสังคมเดียวกัน

ในทางเศรษฐศาสตร์ มีแบบจำลองที่น่าสนใจชื่อ Overlapping Generations Model (OLG Model)[1] ซึ่งรูปลักษณะของแบบจำลองจะเน้นไปในเรื่องความสัมพันธ์ของคนต่าง Generations ที่อยู่ร่วมกันในระบบเศรษฐกิจ (Economy)  โดยในช่วงเวลาหนึ่งๆ (เวลา t) จะมีคนต่างรุ่น (เกิดไม่พร้อมกัน) อาศัยอยู่  คนแต่ละรุ่นก็ทำหน้าที่ของตนเอง  มีการจัดสรร ซื้อขายแลกเปลี่ยน เก็บออม ‘สินค้า’ ที่มีอยู่ในระบบ   พอเวลาผ่านไป (เวลา t+1) คนรุ่นที่แก่ที่สุดก็จะตายจากไป คนอายุรุ่นถัดๆมาก็จะอายุมากขึ้น  แล้วก็จะมีคนกลุ่มใหม่เกิดขึ้น และเข้ามาอาศัยร่วมกับคน Gen อื่นๆ ที่อยู่กันมาก่อนหน้าแล้ว  โดย OLG Model ในยุคแรกๆนี้ จำกัดให้คนแต่ละรุ่นที่ยังมีชีวิตอยู่ เลือกตัดสินใจ ในพฤติกรรมต่างๆ โดยคำนึงถึงความสุขความพอใจ (Utility) ของตนเอง  และมีความสุขจากการบริโภค ของตนเองเพียงอย่างเดียวเท่านั้น โดยไม่คำนึงถึงคนอื่น

OLG Model ในยุคต่อมาได้ถูกพัฒนาให้สามารถเพิ่ม ‘ความไม่เห็นแก่ตัว’ (Altruism) เข้ามาในแบบจำลองได้[2]  โดยความน่ารักของ OLG Model ในยุคนี้คือ การที่คนแต่ละรุ่นที่ยังมีชีวิตอยู่ ถูกกำหนดให้เลือกตัดสินใจในพฤติกรรมต่างๆ โดยไม่ได้คำนึงถึงความสุขความพอใจ (Utility) ของตนเอง เท่านั้น แต่ยังคำนึงความสุขความพอใจของคนรุ่นต่อๆมาด้วย  โดยมีความสุขจากการที่เห็นคนรุ่นหลัง มีความสุขด้วย   และคนรุ่นก่อนหน้าสามารถเลือกที่จะ ‘เมตตา’ คนรุ่นต่อๆมา โดยการให้ ‘สิ่งที่มีค่า’ (Bequests) ทิ้งไว้กับคนรุ่นหลังได้ด้วย

มองกลับมาที่ชีวิตจริง คนเราเลือกเกิด (หรือเลือกไม่เกิด) ไม่ได้  และเลือกที่จะหนีความตายไม่ได้ สิ่งเดียวที่คนเราเลือกได้ คือเลือกว่าเราจะทำอะไรบ้างในช่วงที่เรามีชีวิตอยู่   เราสามารถเลือก ที่จะมีความสุขจากการซื้อหาและบริโภคสิ่งของต่างๆที่เราอยากได้   หรือเราสามารถเลือกที่จะมีความสุข จากการได้เห็นคนอื่นมีความสุข และจากการที่ได้มีส่วนร่วมทำให้สังคมดีขึ้น

มันคงจะไม่ได้ผิดถ้าเราเลือกอยากวิ่งไขว่คว้าในสิ่งที่เราอยากได้   แต่เคยสังเกตไหม อยากได้อะไรๆ เมื่อได้มาแล้วก็รู้สึกพอใจได้เพียงสักครู่หนึ่ง อีกไม่นานก็อยากได้อย่างอื่นอีก แล้วก็จะอยากได้ไปอีกเรื่อยๆ ไม่จบไม่สิ้น เมื่อไม่ได้สิ่งเหล่านั้นมาก็มักจะเป็นทุกข์ ทุกข์จากความไม่พอ

ในทางกลับกัน  เคยรู้สึกดีๆบ้างไหมเมื่อได้ทำสิ่งดีๆเล็กๆน้อยๆให้กับคนอื่นโดยไม่หวังอะไร   เคยรู้สึกดีๆบ้างไหมเมื่อได้มีส่วนร่วมในอะไรสักอย่างที่ทำให้สังคมดีขึ้นหรือทำให้ชีวิตของใครดีขึ้น   สุขแบบนี้เป็นสุขแบบสบายๆ หาได้ง่ายๆโดยไม่ต้องใช้เงินทอง เป็นความสุขที่เกิดจากการให้ เป็นความสุขที่เกิดจากความเมตตา

หากคนทุกๆ Generations เลือกที่จะมีความสุขจากการให้ มากกว่าเลือกที่จะมีความสุขจากการได้รับ   การอยู่ร่วมกันของคนต่าง Gen  หรือแม้แต่คน Gen เดียวกัน ที่คิดไม่เหมือนกัน ก็คงจะราบรื่นขึ้น  แม้ปัญหาหลายๆอย่างของประเทศเราคงต้องใช้เวลาอีกหลาย Generations ในการแก้ไข แต่หากคนส่วนใหญ่ของประเทศอยู่กันอย่างไม่เห็นแก่ตัว เอาใจเขามาใส่ใจเรา คำนึงถึงประโยชน์ส่วนรวม มากกว่าประโยชน์ส่วนตน ประเทศเราก็น่าจะพอมีหวัง

เรามาช่วยกันสร้างค่านิยมความเป็น ‘Generation ไทย’ คือ การเป็นคนไทยที่ไม่เห็นแก่ตัว รักชาติและเห็นแก่ประโยชน์ของประเทศชาติเป็นที่ตั้ง  มีความต้องการจะอยู่ร่วมกับคนไทยด้วยกัน ที่อาจคิดไม่เหมือนกัน ได้อย่างสงบสุข  ต้องการจะเห็นประเทศไทยเจริญก้าวหน้า และต้องการช่วยสร้างคนรุ่นใหม่ที่เก่งและดีที่จะเป็นอนาคตของประเทศชาติต่อไป

เราอยากเห็นอนาคตประเทศไทยเป็นแบบไหนไม่ได้มีใครบังคับ  และเราทุกคน ทุก Generations สามารถเลือกได้ตั้งแต่วันนี้

[1] Allais (1947), Samuelson (1958), Diamond (1965)

[2] Barro (1974), Weil (1987)

ระดับจิตใจของ ‘ทุนมนุษย์’

Buddhism, Happiness, Life

ตีพิมพ์ครั้งแรก: กรุงเทพธุรกิจ วันที่ 16 พ.ย. 2558

‘ทุนมนุษย์’ (Human Capital) ในทางเศรษฐศาสตร์ หมายถึง ความสามารถของมนุษย์ที่นำไปใช้ในการ สร้างผลผลิตทางเศรษฐกิจ (หมายถึงการผลิตสินค้าและบริการต่างๆ)    โดย ‘ทุนมนุษย์’ มีความหมาย ครอบคลุมไปถึง ความรู้ ทักษะการบริหาร ประสบการณ์ รวมถึงสุขภาพของมนุษย์ เพราะสิ่งเหล่านี้จะมีผล ต่อประสิทธิภาพในการผลิตของมนุษย์

‘ทุนมนุษย์’ ของแต่ละคนมีไม่เท่ากัน เพราะการเลือกลงทุนที่ต่างกัน   โดยหากต้องการเพิ่มทุนมนุษย์ ให้มีมากขึ้น ก็สามารถลงทุนได้โดยเพิ่มการศึกษา พัฒนาทักษะและความสามารถในด้านต่างๆ    นักเศรษฐศาสตร์ให้ความสำคัญในเรื่องของการพัฒนาทุนมนุษย์  เพราะถ้ามนุษย์ในประเทศไหน ‘เก่ง’ ประสิทธิภาพการผลิตของประเทศก็จะดีขึ้น ประเทศก็จะมีรายได้ต่อหัวสูงขึ้น (รวยขึ้น) และพอจะมีหวัง ที่จะก้าวข้ามไปเป็นประเทศที่พัฒนาแล้วได้

เราคุยกันทุกวันเรื่องการยกระดับประสิทธิภาพแรงงาน   ในแบบจำลอง (Growth Model) ของนักเศรษฐศาสตร์ มีตัวแปรต่างๆที่มีผลต่ออัตราการเติบโตของเศรษฐกิจ เช่น ทุน (Capital)

ที่ดิน (Land) เทคโนโลยี และ ทุนมนุษย์ในมิติด้านความสามารถ  แต่แบบจำลองต่างๆเหล่านั้น ได้มองข้ามมิติทางด้าน ‘คุณธรรม’ หรือ ‘ระดับจิตใจ’ อันเป็นสิ่งที่สำคัญยิ่งของทุนมนุษย์ไป

จริงๆแล้ว หากมนุษย์มีระดับจิตใจที่สูง (คือมีคุณธรรมสูง) มีความละอายและเกรงกลัวต่อการโกง (และการทำชั่วอื่นๆ) ประสิทธิภาพการผลิตของประเทศก็จะสูงขึ้น เพราะการบิดเบี้ยวผิดเพี้ยน ของกระบวนการการผลิตที่เกิดจากการคอร์รัปชันจะน้อยลง  ไม่ต้องสูญเสียวัตถุดิบหรือสินค้าไปให้กับ การโกง  ไม่ต้องจ่ายแพงกว่าเพื่อให้ได้ของคุณภาพด้อยกว่า (คือเสียโอกาสที่จะได้ของดีราคาถูก)  หากคนส่วนใหญ่ไม่ได้อยากจะโกง  ระบบตรวจสอบก็เหนื่อยน้อยลง (ขอย้ำว่าระบบตรวจสอบนั้นต้องมี ไม่ใช่บอกว่าใครเป็น ‘คนดี’ แล้วไม่ต้องตรวจสอบ   หากเพียงแต่ถ้าคนไม่ได้โกง ระบบตรวจสอบก็ไม่ต้อง ทำงานหนักมากนัก)  สังคมไม่ต้องใช้เวลาส่วนใหญ่ไปในการจับคนโกงและแก้ไขปัญหาที่เกิดจากการโกง จะได้เอาเวลาไปทำเรื่องอย่างอื่นที่มีประโยชน์ ที่ทำประเทศให้เจริญก้าวหน้า

‘ระดับจิตใจ’ ของมนุษย์แต่ละคนนั้นไม่เท่ากัน เพราะการเลือกลงทุนที่ต่างกัน   โดยหากต้องการยกระดับ จิตใจให้สูงขึ้น คงจะต้องหมั่นเพียรที่จะขัดเกลาจิตใจ ให้โลภน้อยลง โกรธน้อยลง หลงน้อยลง มีความละอายและเกรงกลัวต่อการทำชั่ว (หากยังมือใหม่ ไม่เข้าใจว่าอะไรคือชั่ว ขอให้เริ่มจากการละเว้น จากการเบียดเบียนผู้อื่น หรือเบียดเบียนสังคม  อะไรที่ทำแล้วคนอื่นเดือนร้อน สังคมเดือดร้อน จงละเว้นเสีย)   รวมไปถึงการไม่สนับสนุนและไม่ยกย่องการกระทำชั่วของผู้อื่น หากผู้บังคับบัญชาสั่งมา ให้คุณทำเรื่องไม่ดี จงอย่าหลับหูหลับตาทำ จงบอกเขาไปว่าคุณไม่ทำเพราะมันไม่ถูก ถ้าเขาเป็นนายที่ดี เขาจะคิดได้ แต่ถ้าเขายังยืนยันบังคับให้คุณทำชั่ว จงหนีห่างเขามาเสียเถิด นายแบบนี้ไม่น่าเคารพนับถือ อยู่ต่อไปอาจมีเรื่องที่ชั่วกว่านี้มาบังคับให้คุณทำ   จงอย่ายกย่องคนที่เก่งแต่ไร้คุณธรรม พูดจาโกหก บิดเบือนความจริง   จงหนีห่างคนชั่วและคนที่จะชักจูงคุณให้ไปทำชั่ว เพราะยิ่งอยู่ใกล้จะยิ่งดึงให้คุณชั่วลง

คำว่า ‘มนุษย์’ แปลว่าผู้มีจิตใจสูง  แต่ทุกวันนี้ความหมายของคำๆนี้แทบจะถูกลืมไป   สังคมมักหลงลืม และให้ความสำคัญกับความสามารถทางโลก มากกว่าระดับของจิตใจ  จริงๆแล้วการพัฒนาทางด้าน เศรษฐกิจนั้น เราคงต้องให้ความสำคัญกับการยกระดับคุณภาพแรงงานและการยกระดับจิตใจของมนุษย์ ไปพร้อมๆกัน  เพราะหากมุ่งเพียงแต่จะยกระดับคุณภาพแรงงานเพียงอย่างเดียว แม้เศรษฐกิจเติบโตไปได้ ก็จะไม่ยั่งยืน

 

ผู้หญิงไทยในบริบทใหม่ (New Normal)

Gender Economics, Labor Economics, Society

ตีพิมพ์ครั้งแรก: กรุงเทพธุรกิจ วันที่ 2 พ.ย. 2558

ในช่วงปีนี้ เรื่องของเศรษฐกิจไทยภายใต้บริบทใหม่ (New Normal) เป็นที่พูดถึงกันมากในสังคม นักเศรษฐศาสตร์    กล่าวโดยสรุปคือการเปลี่ยนแปลงของปัจจัยทั้งภายในและภายนอกประเทศหลายเรื่อง ทำให้เศรษฐกิจไทยไม่เหมือนเดิม และความไม่เหมือนเดิมนี้จะมีแนวโน้มต่อเนื่อง จนเราต้องยอมรับว่ามัน คือความปกติ ‘ใหม่’ ที่เกิดขึ้น    โดยท่านอดีตผู้ว่าการธนาคาร แห่งประเทศไทย ได้สรุปเรื่อง New Normal ของเศรษฐกิจไทยว่า เป็นเรื่องของเศรษฐกิจ ที่โตช้าลง การค้าต่างประเทศที่ชะลอตัวลง อัตราเงินเฟ้อที่ ต่ำลง ระบบการเงินโลกที่มีความ เชื่อมโยงมากขึ้น และสัดส่วนของผู้สูงอายุที่มากขึ้น[1]

อย่างไรก็ดี ในช่วงเวลาที่ผ่านมา นอกเหนือจากเรื่องเศรษฐกิจแล้ว อาจยังมีเรื่องอื่นๆอีก ที่เปลี่ยนแปลงไป จนน่าจะยอมรับได้ว่าเป็นเรื่องความปกติ ‘ใหม่’ เช่นกัน หนึ่งในนั้นคือ คุณลักษณะของผู้หญิงไทยที่เปลี่ยน แปลงไป

ผู้หญิงไทยภายใต้บริบทใหม่ (New Normal) เป็นอย่างไร จะขอสรุปให้ดังนี้ค่ะ…

  • ผู้หญิงไทยมีการศึกษามากขึ้น

ในช่วงเวลาที่ผ่านมา อัตราการอ่านออกเขียนได้ (Literacy Rate) ของผู้หญิงที่เคยต่ำว่าผู้ชาย ได้เพิ่มขึ้น จนเท่ากัน (96.4%) ในปี 2010[2]  นอกจากนี้อัตราการเข้าเรียนระดับอุดมศึกษา ของผู้หญิง (% Tertiary Enrollment) ยังสูงกว่าผู้ชายอีกด้วย[3]  การที่ผู้หญิงมีการศึกษามากขึ้น ทำให้ผู้หญิงสามารถสร้างรายได้ และเลี้ยงดูตัวเองได้  ความจำเป็นที่ผู้หญิงต้องแต่งงาน เพื่อให้มีความอยู่รอดทางเศรษฐกิจมีน้อยลง

  • ผู้หญิงไทยแต่งงานช้าลงและครองตัวเป็นโสดมากขึ้น

ในอดีตที่ผ่านมาเรามักมีค่านิยมที่ว่าผู้หญิงควรทำหน้าที่ในครัวเรือน ส่วนผู้ชายทำหน้าที่ หาเลี้ยงครอบครัว แม้แต่นักเศรษฐศาสตร์ราางวัลโนเบลอย่าง Gary Becker ยังเคยเขียน ทฤษฎีการแต่งงาน (Theory of Marriage) ว่าผู้ชายกับผู้หญิงที่แต่งงานกันควรแบ่งงานกันทำ ในครอบครัว โดยให้ผู้หญิง specialize ในงานด้านครัวเรือน และให้ผู้ชาย specialize ในงาน นอกบ้านที่ได้รายได้  ซึ่งวิธีนี้จะทำให้ครอบครัว ได้ประโยชน์มากที่สุด[4],[5]  อย่างไรก็ดีค่านิยมนี้ กำลังค่อยๆเปลี่ยนแปลงไป ปัจจุบันผู้หญิงไทย เริ่มแต่งงานช้าลงหรือไม่แต่งเลย  โดยในปี 1970 อัตราส่วนของผู้หญิงอายุ 40-44 ที่เป็นโสดมีเพียง 3.9% แต่ในปี 2010 อัตราส่วนนี้ เพิ่มขึ้นเป็น 10.6%[6] (จริงๆ Trend การแต่งงานช้าหรือการไม่แต่งงานของผู้หญิง ไม่ได้เกิดขึ้น แค่ในเมืองไทย แต่เป็นTrend ที่เกิดขึ้นทั้งใน East Asia และ Southeast Asia)[7]

  • ผู้หญิงไทยมีลูกน้อยลง

ปัจจุบันอัตราการเจริญพันธุ์ (Fertility Rate) ของผู้หญิงไทยลดลงมาก จากที่เคยสูงถึง 6.1 ในปี 1960 (หมายถึง โดยเฉลี่ยแล้ว ผู้หญิง 1 คนจะมีลูกได้ 6.1 คน) ลดลงมาเป็น 1.4 ในปี 2013[8]  การที่ผู้หญิงมีลูกน้อยลงนี้ เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ประเทศไทยก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัย (Aging Society) เกิดปัญหาการขาดแคลนแรงงาน รวมไปถึงการที่ประเทศจะมีประชากรที่ลดลงในอนาคตอีกด้วย

คำถามที่น่าสนใจก็คือ เมื่อเรารู้แล้วว่า New Normal ของผู้หญิงไทยเป็นแบบนี้  เราจะเอาประโยชน์ จากความรู้นี้มาทำอะไรได้บ้าง    ถ้ามองในด้านทางธุรกิจ ก็คงจะมองได้ว่าผู้หญิงไทยแบบใหม่นี้ จะต้องการสินค้าและบริการประเภทไหนบ้าง    ถ้ามองในด้านนโยบาย คงจะมองได้ว่าทำอย่างไร จะชักชวนให้ผู้หญิงไทยแบบใหม่นี้จะมีส่วนมาช่วยแก้ปัญหาสังคมสูงวัย และแรงงานขาดแคลนนี้ได้  ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าชวนนำไปถกไปคิดต่อไป

เศรษฐกิจไทยได้เปลี่ยนไปแล้ว ผู้หญิงไทยก็เปลี่ยนไปด้วย…

หากเราสามารถปรับตัวและทำความเข้าใจกับสิ่งใหม่ๆที่เกิดขึ้นรอบตัวเราได้อย่างว่องไว ก็จะทำให้เราสามารถได้โอกาส อีกทั้งสามารถลดทอนหรือแก้ไขปัญหาที่จะเกิดขึ้นได้อย่างทันท่วงที

 

[1] คำกล่าวเปิดงาน ดร.ประสาร ไตรรัตน์วรกุล ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย “เศรษฐกิจไทยกับบริบทใหม่ทาง เศรษฐกิจ” งานสัมมนาวิชาการธนาคารแห่งประเทศไทยประจำปี 2558 (วันที่ 17 กันยายน 2558)

(https://www.bot.or.th/Thai/PressandSpeeches/Speeches/Gov/SpeechGov_17Sep2015_Symposium2015OpeningRemarks.pdf).

[2] World Development Indicators 2015, World Bank (http://data.worldbank.org/country/thailand).

[3] Ibid (ข้อมูล % Tertiary Enrollment ของปี 2000-2013).

[4] Gary Becker (1973), “A Theory of Marriage,” The Journal of Political Economy.

[5] Gary Becker (1981), A Treatise on the Family, Harvard University Press.

[6] สำมะโนประชากรและเคหะ, สำนักสถิติแห่งชาติ.

[7] Gavin W. Jones (2005), “The “Flight from Marriage” in South-East and East Asia,” Journal of Comparative Family Studies.

[8] World Development Indicators 2015, World Bank (http://data.worldbank.org/country/thailand).

 

Womenomics 101

Gender Economics, Labor Economics

ตีพิมพ์ครั้งแรก: กรุงเทพธุกิจ วันที่ 30 ก.ย. 2558

ช่วงหลังๆนี้คนพูดกันบ่อยถึงคำว่า Womenomics (Women+Economics) คำๆนี้หมายความ ว่าอย่างไร มีที่มาอย่างไร และมีความน่าสนใจอย่างไร จะขอนำมาเล่าให้ฟังในบทความนี้

จริงๆการศึกษาเรื่องของ Gender Study ในเศรษฐศาสตร์ มีมานานแล้ว ส่วนมากมักจะศึกษา บทบาทของผู้หญิงในภาคครัวเรือน ภาคเศรษฐกิจ และภาคสังคม ในหลากหลายมิติ ซึ่งในประเทศพัฒนาแล้วหลายประเทศ จะสังเกตได้ถึงบทบาทของผู้หญิงที่เปลี่ยนไป โดยผู้หญิงมีความสำคัญมากขึ้นในเรื่องต่างๆ ที่มีผลต่อการพัฒนาที่ยั่งยืนของประเทศ

คำว่า Womenomics มักจะถูกใช้ให้หมายถึง Trend ของการที่ผู้หญิงเข้ามามีบทบาท ในเรื่องต่างๆมากขึ้น ทั้งด้านการบริโภค แรงงาน ธุรกิจ เศรษฐกิจ สังคม (แปลง่ายๆคือ Trend ผู้หญิง “เป็นใหญ่”) โดย Trend ของการเปลี่ยนแปลงนี้ ทำให้ผู้บริหารภาคส่วนต่างๆ (เจ้าของธุรกิจ ผู้ออกนโยบาย ผู้ออกกฎหมาย) หันมาทำความเข้าใจ และให้ความสำคัญ กับความต้องการและพฤติกรรมของผู้หญิงกันมากขึ้น เนื่องจากต้องการ ส่วนแบ่งตลาด หรือต้องการใช้ประโยชน์จากแรงงาน และความสามารถ ของผู้หญิง เพื่อให้เศรษฐกิจเติบโต

ผู้เขียนเข้าใจว่าคำว่า Womenomics เริ่มใช้เป็นที่รู้จักในครั้งแรก จากบทความ ของ Goldman Sachs เรื่อง Women-omics: Buy the Female Economy (August 1999)[1] ซึ่งพูดถึงการที่ ประเทศญี่ปุ่น ควรเริ่มหันมาสนใจ Consumer Demand ของผู้หญิง และการเพิ่มการใช้ แรงงานหญิง โดยหากผู้หญิงญี่ปุ่นออกมาทำงานนอกบ้าน พอๆกับผู้หญิง ในประเทศสหรัฐ อเมริกา GDP ของญี่ปุ่นจะสามารถโตขึ้นได้อีก 0.3% ต่อปี

หลังจากนั้นก็มีคนใช้คำนี้ในงานเขียนทั่วๆไป ที่ไม่ใช่งานวิชาการ เช่น บทความ ของนิตยสาร The Economist เรื่อง A Guide to Womenomics (12 April 2006) และหนังสือ Womenomics [Work Less, Achieve More, Live Better] ซึ่งตีพิมพ์ในปี 2009[2]

ส่วนผู้ที่ทำให้คำว่า Womenomics กลับมาเป็นที่รู้จักแพร่หลายอีกครั้ง ในยุคปัจจุบัน ก็คือนายกรัฐมนตรี Shinso Abe ของญี่ปุ่น ที่ประกาศ แก่ชาวโลกในที่ประชุมสมัชชา สหประชาชาติ ครั้งที่ 68 (26 September 2013) ว่า Womenomics จะเป็นส่วนประกอบ ที่สำคัญของการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศญี่ปุ่น โดยนายก Abe สัญญาว่าจะสนับสนุน ให้ผู้หญิงออกมาทำงานนอกบ้านมากขึ้น โดยการสร้างสังคมที่สนับสนุนให้ผู้หญิงสามารถ เติบโตและก้าวหน้าได้ในที่ทำงาน (“Create a society in which women shine”)[3]

Womenomics เป็นเรื่องที่น่าสนใจ โดยแม้ประเทศไทย อัตราการใช้แรงงาน (Labor Force Participation Rate) ของผู้หญิงจะไม่ได้ต่ำมากนักเมื่อเทียบกับประเทศอื่น (แต่ยังต่ำกว่า อัตราการใช้แรงงานของผู้ชาย) แต่ช่องว่างด้านรายได้ของชายและหญิง ยังคงมีอยู่ (แม้จะลดลง)[4] การสร้างสังคมที่สนับสนุนให้ผู้หญิงสามารถเติบโตและก้าวหน้าได้ในที่ทำงาน รวมถึงการให้ความสำคัญกับกฎหมายและนโยบายที่เกี่ยวข้องกับการคุ้มครอง และให้สิทธิความเท่าเทียมแก่ผู้หญิง จึงเป็นเรื่องที่น่าสนับสนุน เพราะสิ่งต่างๆเหล่านี้ จะสามารถเอื้อให้ผู้หญิงไทยได้มีส่วนช่วยในการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศไทยได้เช่นกัน

[1] Kathy Matsui, Hiromi Suzuki, and Yoko Ushio (1999), “Women-omics: Buy the Female Economy,” Goldman Sachs Japan Portfolio Strategy.

[2] Claire Shipman and Katty Kay (2009), “Womenomics [Work Less, Achieve More, Live Better],” HarperCollins Publishers.

[3] http://japan.kantei.go.jp/96_abe/statement/201309/26generaldebate_e.html

[4] Nakavachara, Voraprapa (2010) “Superior female education: Explaining the gender earnings gap trend in Thailand,” Journal of Asian Economics