แบบทดสอบ: คุณจะถูกทดแทนโดยเครื่องจักรหรือไม่

Digital Economy, Society

ตีพิมพ์ครั้งแรก: หนังสือแจกในวันงานแข่งขัน เศรษฐศาสตร์เพชรยอดมงกุฎ ครั้งที่ 8 ระดับอุดมศึกษา (ครั้งที่ 4) ณ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย วันที่ 9 ต.ค. 2559

เมื่อไม่นานมานี้ เราเห็นข่าว AlphaGo โปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่เรียนรู้ได้เอง หรือ Artificial Intelligence (A.I.) ชนะการแข่งเกมส์โกะกับผู้เล่นระดับโลกที่เป็นมนุษย์  เราเห็นข่าว Facebook ปลดพนักงานฝ่าย Trending Topics และหันมาใช้คอมพิวเตอร์อัลกอริทึม (Algorithm) เพื่อทำงานนี้แทนมนุษย์  เราเริ่มสังเกตเห็นความเป็นไปได้ของการที่งานหลายๆประเภทจะสามารถถูกแทนที่โดยเครื่องจักร โปรแกรมคอมพิวเตอร์ หรือหุ่นยนต์

อยากให้คุณลองตอบคำถาม 4 ข้อนี้…

1. คุณรู้สึกอย่างไรกับเทคโนโลยีใหม่ๆ

A) เกลียดมาก ไม่อยากยุ่ง

B) ตอนแรกก็งงๆ แต่ค่อยๆหัดใช้ในเวลาต่อมา

C) จะต้องเริ่มใช้เป็นคนแรกก่อนใครๆ

2. คุณรู้สึกอย่างไรเมื่อต้องทำอะไรที่ไม่เคยทำมาก่อน

A) อะไรที่ไม่เคยทำ จะไม่ทำ

B) ค่อยๆเรียนรู้ ค่อยเป็นค่อยไป

C) ชอบมาก รู้สึกท้าทาย

3. เวลาว่างคุณชอบทำอะไร

A) นอน นอน นอน

B) ท่องเที่ยว เจอผู้คนใหม่ๆ

C) อ่านหนังสือ หาแนวคิดใหม่ๆ

4. คุณคิดอย่างไรกับการโกงข้อสอบ

A) โกงได้เลย ตราบใดที่ไม่มีใครจับได้

B) คงจะไม่ทำ เพราะมันคงจะไม่ค่อยดี

C) จะไม่โกง และจะไม่ปล่อยให้คนอื่นโกง

ตอบว่าอะไรกันบ้างคะ…

หากคำตอบส่วนใหญ่ของคุณในข้อ 1 ถึง 3 เป็นข้ออื่นที่ไม่ใช่ข้อ A  ผู้เขียนขอแสดงความยินดีด้วย เนื่องจากลักษณะนิสัยและทัศนคติของคุณน่าจะพอทำให้คุณเอาตัวรอด แม้วันหนึ่งอาจมีโปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่สามารถทำงานที่คุณทำอยู่ได้เร็วกว่าคุณ แต่การที่คุณสามารถปรับตัวได้เร็ว พร้อมที่จะเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ พร้อมที่จะใช้และเข้าใจเทคโนโลยีใหม่ๆ มีความคิดสร้างสรรค์ จะทำให้คุณสามารถปรับมาทำงานประเภทใหม่ เป็นผู้สร้างเทคโนโลยีใหม่ๆ หรือเป็นผู้ที่นำเทคโนโลยีใหม่ๆมาประยุกต์ใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานขึ้นไปอีก แม้งานหลายๆประเภทรวมถึงงานที่คุณทำอยู่อาจจะถูกทดแทนโดยเครื่องจักรได้ แต่เครื่องจักรจะทดแทนคนที่มีทักษะแบบคุณไม่ได้

แต่หากคำตอบส่วนใหญ่ของคุณในข้อ 1 ถึง 3 เป็นข้อ A  ผู้เขียนขอแสดงความยินดีด้วยเช่นกัน ที่คุณได้อ่านบทความนี้ในเวลานี้ ทำให้คุณได้ทราบว่าคุณยังขาดทักษะและทัศนคติที่จำเป็นสำหรับอนาคตอันใกล้ แต่โชคดีที่ตอนนี้คุณทราบแล้วว่าคุณยังขาดอะไร คุณยังพอมีเวลาที่จะขนขวายพัฒนาตัวเองให้ก้าวให้ทัน

โลกในอนาคตอันใกล้จะถูกขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยี จะมีอาชีพเก่าๆถูกทดแทนโดยเครื่องจักร แต่ก็จะมีอาชีพใหม่ๆเกิดขึ้น คนที่พร้อมและปรับตัวได้เร็ว จะเป็นผู้ที่อยู่เหนือเทคโนโลยี และเป็นผู้ที่จะนำเทคโนโลยีมาใช้ประโยชน์ แทนที่จะมานั่งกลัวว่าจะถูกเครื่องจักรแย่งงาน

ส่วนคำถามข้อที่ 4 มีไว้เพื่อเตือนให้คุณอย่าลืมปัจจัยด้านคุณธรรมความดี สิ่งนี้เป็นสิ่งที่แยกมนุษย์ออกจากเครื่องจักร สิ่งนี้เป็นสิ่งที่ไม่ล้าสมัยไม่ว่าเราจะอยู่ในยุคใดและโลกจะก้าวหน้าไปแค่ไหน และเป็นสิ่งที่ชี้ชะตาว่าโลกมนุษย์คงอยู่และน่าอยู่ หรือจะแหลกสลายแบบไม่มีชิ้นดี หากคนส่วนใหญ่ใน Generation ของคุณเลือกตอบข้อ A คงเป็นเรื่องน่ากังวลใจว่า แม้คนรุ่นคุณจะมีทักษะที่ทำให้เอาตัวรอดอยู่ได้ แต่ถึงเวลานั้นอาจจะไม่มีสังคมเหลือให้คุณอยู่

แม้วันนี้ AlphaGo อาจจะชนะมนุษย์ได้ แม้วันนี้เครื่องจักร โปรแกรมคอมพิวเตอร์ และหุ่นยนต์ จะค่อยๆถูกนำมาใช้ทำงานแทนที่มนุษย์ในด้านต่างๆได้ แต่อย่าลืมว่ามนุษย์เป็นผู้สร้าง AlphaGo และมนุษย์ก็เป็นผู้สร้างเครื่องจักร โปรแกรมคอมพิวเตอร์ และหุ่นยนต์ เพราะฉะนั้นมนุษย์ที่ฉลาดไม่มีความจำเป็นที่จะต้องกลัวว่าจะถูกแทนที่ด้วยสิ่งเหล่านี้ มนุษย์ที่ฉลาดจะพัฒนาทักษะของตัวเองเพื่อที่จะใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีเหล่านี้ และสร้างเทคโนโลยีที่เหนือกว่านี้ขึ้นอีกในอนาคต

Nowcasting 101

Digital Economy, Society

ตีพิมพ์ครั้งแรก: กรุงเทพธุรกิจ วันที่ 5 ส.ค. 2559

ท่านผู้อ่านอาจเคยได้ยินคำว่า Nowcasting มาบ้าง คำๆนี้มีความหมายอย่างไร และมีความน่าสนใจอย่างไร จะขอนำมาเล่าให้ฟังในบทความนี้ค่ะ

คำว่า Nowcasting มาจากคำว่า Now + Forecasting  ซึ่งปกติแล้วการทำ Forecasting จะเป็นการนำข้อมูล ในช่วงเวลาก่อนหน้ามาใช้คาดการณ์ Economic Indicator ในช่วงเวลาถัดไป  แต่การทำ Nowcasting เป็นการใช้ข้อมูลในช่วงเวลาปัจจุบันมาใช้คาดการณ์ Economic Indicator ในช่วงเวลาเดียวกัน  โดย Choi and Varian (2009) อธิบายว่ามันคือการ “Predicting the Present” หรือคือการ “คาดการณ์ปัจจุบัน”

หากจะมองให้เห็นภาพจะขอยกตัวอย่างการทำ GDP Nowcasting มาอธิบาย  ปกติตัวเลขทางเศรษฐกิจ ที่สำคัญ เช่น ตัวเลข GDP จะออกมาค่อนข้างช้า  ในประเทศสหรัฐอเมริกา ตัวเลข GDP ของแต่ละไตรมาส จะออกมาหลังสิ้นไตรมาสนั้นไปแล้ว 1 เดือน และจะมีการ Revise อีก 2 ครั้งหลังจากนั้น (ส่วนตัวเลข GDP ของประเทศไทย จะออกมาหลังสิ้นไตรมาสนั้นไปแล้วประมาณ 1 เดือนครึ่ง)  อย่างไรก็ดีผู้กำหนดนโยบาย อาจมีความจำเป็นที่ต้องการจะทราบแนวโน้มของ GDP ในไตรมาสนั้นๆ เพื่อประกอบการตัดสินใจ ในเรื่องสำคัญๆ ก่อนที่ตัวเลข GDP จริงของไตรมาสนั้นๆจะออกมา

ปกติแล้วตัวเลข GDP จะมีองค์ประกอบหรือมีความเกี่ยวพันกับข้อมูล Economic Activities ต่างๆ เช่น ตัวเลขที่เกี่ยวกับด้านการผลิต ตัวเลขที่เกี่ยวกับการค้าต่างประเทศ ตัวเลขที่เกี่ยวกับตลาดแรงงาน ฯลฯ ซึ่งตัวเลขเหล่านี้อาจถูกจัดเก็บในช่วงเวลาที่ถี่กว่า เช่น เป็นข้อมูลรายเดือน หรือ อาจถูกรวบรวมและประกาศ ออกมาได้ก่อนตัวเลข GDP ของไตรมาสนั้นๆ เพราะฉะนั้นหากอยากรู้ตัวเลข GDP ของไตรมาสนี้ในตอนนี้ (ก่อนที่ตัวเลขจริงจะออกมา) ก็สามารถนำข้อมูลต่างๆเหล่านี้ ซึ่งเป็นข้อมูลของไตรมาสนี้ มาช่วยในการคาดการณ์ GDP ของไตรมาสนี้ได้

โดยในประเทศสหรัฐอเมริกา Federal Reserve Bank of Atlanta ได้คิด Nowcasting Model ของ GDP เรียกว่า GDPNow (https://www.frbatlanta.org/cqer/research/gdpnow.aspx) โดยใช้หลักการของ Nowcasting ตามที่อธิบายข้างบนมาคาดการณ์ GDP ในไตรมาสปัจจุบัน และจะทำการ Update เรื่อยๆเมื่อ Economic Data ต่างๆที่เกี่ยวข้องถูกทยอยประกาศออกมา

และเมื่อไม่นานมานี้ (เมษายน 2016) Federal Reserve Bank of New York ก็ได้คิด Nowcasting Model ของ GDP เรียกว่า FRBNY Nowcast (https://www.newyorkfed.org/research/policy/nowcast) ออกมาแข่ง โดยยังใช้หลักการของ Nowcasting แต่มีรายละเอียดที่ต่างออกไปจาก Model ของ Federal Reserve Bank of Atlanta  โดย FRBNY Nowcast นี้จะถูก Update ทุกๆวันศุกร์

นอกจากตัวเลข GDP แล้ว ยังมีตัวเลขอื่นๆที่ถูกนำมา Nowcast เช่น อัตราเงินเฟ้อ นอกจากนี้ข้อมูลการ Search Internet ของคนทั่วไปยังสามารถถูกนำมาใช้เป็น Input ของ Nowcasting Model ได้ด้วย เช่น การใช้ข้อมูล Google Trends ในการ Nowcast ตัวเลข Retail Sales, Automotive Sales, Home Sales, และ Travel Volume (Choi and Varian (2009)) หรือการนำข้อมูล Public Mood จาก Twitter มาช่วยในการคาดการณ์ Index ในตลาดหุ้น (Bollen, Mao, and Zeng (2010))

ในปัจจุบันเราอยู่ในยุคของข้อมูล เทคโนโลยีต่างๆสามารถทำให้เราเข้าถึงข้อมูลต่างๆได้เร็วขึ้น หรือทำให้เราเข้าถึงข้อมูลชนิดใหม่ๆที่เราอาจไม่สามารถเคยเข้าถึงได้ในอดีต การที่ข้อมูลเหล่านี้ ถูกนำมาใช้ประโยชน์ทำให้เราได้เห็น Nowcasting Model ซึ่งต่อไปอาจถูกพัฒนาให้มีศักยภาพมากขึ้นเรื่อยๆ หรือ Nowcasting Model อาจถูกสามารถนำมาประยุกต์ใช้ในเรื่องอื่นๆที่หลากหลายมากขึ้น ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อสังคมต่อไป

 

Reference:

Bollen, J., Mao, H. & Zeng X. J. (2010). Twitter Mood Predicts the Stock Market. Journal of Computational Science, 2(1), 1-8.

Choi, H., & Varian, H. (2009). Predicting the Present with Google Trends. Google Inc.

Higgins, P. (2014). GDPNow: A Model for GDP “Nowcasting.” Federal Reserve Bank of Atlanta Working Paper Series, 2014-7.

ทุนมนุษย์แห่งโลกอนาคต

Digital Economy, Labor Economics, Society

ตีพิมพ์ครั้งแรก: กรุงเทพธุรกิจ วันที่ 28 มี.ค. 2559

ช่วงนี้คนคุยกันหนาหูเรื่องของการเข้าสู่การปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งที่ 4 (Industry 4.0) ของโลกเรา ในอนาคตข้างหน้านี้  หากการปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งที่ 4 เกิดขึ้นจริงในเวลาไม่ถึง 20 ปีข้างหน้า ตามที่รัฐบาลเยอรมันคาดการณ์ไว้ (รัฐบาลเยอรมันคาดการณ์ไว้เมื่อปี 2013 ว่า Industry 4.0 จะเกิดขึ้นภายใน 20 ปีหลังจากตอนนั้น – แต่ก็มีนักวิเคราะห์คนอื่นๆที่บอกว่ามันอาจจะเกิดขึ้นเร็วกว่านั้น)  เด็กที่เกิดใหม่ในช่วงเวลานี้ (รวมถึงตั้งแต่ 3-4 ปีก่อนหน้านี้) จะจบปริญญาตรีออกมาทำงาน ในยุคแห่งการเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่นี้พอดี

ทำอย่างไรเด็กของเราจึงจะพร้อมรับมือกับโลกอนาคต?

Industry 4.0 เป็นยุคของ Cyber-Physical Systems, Internet of Things, และ Big Data – หากให้ยกตัวอย่างแบบที่เห็นภาพได้  ให้ลองนึกถึงโรงงานที่อุปกรณ์ต่างๆเชื่อมต่อกันทั้งหมดแบบไร้สาย (Internet of Things) อุปกรณ์ต่างๆเหล่านี้มี Sensor ที่ทำให้อุปกรณ์แต่ละชนิดสามารถสื่อสาร และทำงานร่วมกันได้เอง (Cyber-Physical Systems) ในกระบวนการของการผลิต  นอกจากนี้ข้อมูลการทำงานและการสื่อสารของอุปกรณ์ต่างๆ (Big Data) จะสามารถถูกเก็บแล้วนำมาวิเคราะห์ประมวลผล เพื่อเลือกนำข้อมูลที่มีประโยชน์มาใช้ในการตัดสินใจ เรื่องสำคัญต่างๆ (เช่น การซ่อมแซม, การเปลี่ยนอุปกรณ์, การพัฒนาระบบการผลิต ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น)

ดังนั้นอย่างน้อยที่สุด เด็กรุ่นนี้จะต้องมีความรู้พื้นฐานด้าน IT และ Programming โดยเด็กอาจไม่ได้เติบโตไปเพื่อเป็น Programmer แต่การเข้าใจหลักการ จะทำให้เขาสามารถมองเห็นภาพได้ว่าระบบต่างๆรอบตัวเขาทำงานอย่างไร  รวมถึงทำให้เขามีพื้นฐานพอที่จะก้าวทันโลกอนาคต ที่มีแนวโน้มจะถูกขับเคลื่อนโดย Technology ใหม่ๆ ได้ง่ายขึ้น

เด็กรุ่นนี้ควรถูกหัดให้ปรับตัวได้เร็ว  ก้าวทันละก้าวได้เร็วกว่า Technology ที่เปลี่ยนแปลง  เนื่องจาก Technology สมัยใหม่นี้จะมาแทนที่การทำงานหลายอย่างของมนุษย์  หลายฝ่ายเริ่มเป็นกังวล ว่าต่อไปมนุษย์จะตกงาน  แต่จริงๆแล้วหากมนุษย์ปรับตัวให้อยู่เหนือ Technology ได้ มนุษย์จะมอง Technology เป็นเครื่องทุ่นแรงทุ่นเวลา เพื่อให้มนุษย์ได้มีเวลาเหลือไปทำสิ่งอื่นๆที่เครื่องจักรทำไม่ได้ เช่น พัฒนาเครื่องจักรให้ทุ่นแรงได้มากขึ้นไปอีก หรือสร้างนวัตกรรมประเภทอื่นๆขึ้นมา  ลองนึกภาพม้าพยศที่มีกำลังแรงกล้ามาก หากเราชักช้าไร้ไหวพริบอาจถูกม้าเตะทำให้หกล้มบาดเจ็บ แต่หากเราสามารถหาทางปีนขึ้นไปขี่และควบคุมม้าตัวนั้นได้ ก็จะใช้ประโยชน์จากม้าแรงเยอะนั้นได้มาก

สุดท้ายที่ขาดไม่ได้คือเด็กรุ่นนี้ต้องมีความคิดสร้างสรรค์ และหมั่นพัฒนาตัวเองได้อยู่เสมอ แสวงหาความรู้ใหม่ได้เองโดยไม่ต้องรอให้ใครมาป้อน เปรียบเหมือน Software ที่ Upgrade ตัวเองได้เองแบบ Automatic

การสร้างทุนมนุษย์สำหรับโลกอนาคต เป็นการมอง Trend ในอนาคต แล้วมาปรับภาคการศึกษา ให้ตอบโจทย์ความต้องการที่จะเกิดขึ้นในอนาคต หากการปฏิรูปการศึกษาแบบทั้งระบบทำได้ช้า อาจจะต้องเริ่มที่คนที่พอจะทำได้ก่อน เช่น ครูบาอาจารย์ พ่อแม่ผู้ปกครอง บางท่าน หรือ บางโรงเรียน บางชุมชน

ยุคของ Industry 4.0 เป็นยุคของคนประเภท Technology-savvy, มีความสามารถในการปรับตัวได้เร็ว,

และมีความคิดสร้างสรรค์  หากเด็กที่เกิดในวันนี้ไม่ได้ถูกหัดให้มีทักษะเหล่านี้ ในภายภาคหน้าเราจะไม่มีทุนมนุษย์ที่สามารถตอบโจทย์ Industry 4.0 ได้

เศรษฐกิจดิจิทัล ‘แบบพอเพียง’

Buddhism, Digital Economy, Happiness, Sufficiency Economy

ตีพิมพ์ครั้งแรก: กรุงเทพธุรกิจ วันที่ 18 ม.ค. 2559

ครั้งแรกที่สังคมไทยได้ยินเรื่อง “เศรษฐกิจพอเพียง” (18 ก.ค. 2517) ตัวผู้เขียนยังเกิดไม่ทัน  ส่วนในหลายปีต่อมาเมื่อสังคมไทยได้ยินเรื่องนี้อีกครั้งนั้น ผู้เขียนเกิดแล้วแต่ยังไม่อยู่ในวัย ที่สามารถจะเข้าใจ สนใจ หรือให้ความสำคัญกับหลักปรัชญานี้  ต่อมาผู้เขียนเติบโตขึ้น ได้ออกไปขวนขวาย ไขว่คว้า เห็นโลกกว้าง และได้เห็นความสุดโต่งของมนุษย์ในหลายๆด้าน   ท้ายที่สุดแล้วก็ได้ค้นพบว่าการมีชีวิตอยู่แบบพอเพียงพอประมาณโดยยึดหลักทางสายกลางนี้ น่าจะเป็นวิถีชีวิตที่ประเสริฐที่สุดแล้ว  ผู้เขียนจึงค่อยๆมาศึกษาค้นคว้าหาความรู้เพิ่มเติมในเรื่องนี้ หากคนรุ่นใหม่สนใจและอยากได้ยินพระราชดำรัสที่พระบาทสมเด็จ พระเจ้าอยู่หัวได้ทรงตรัสไว้ ขอแนะนำให้ Search Youtube หาคำว่า “เศรษฐกิจพอเพียง 2541” (พระราชดำรัส 4 ธ.ค. 2541)

แม้ปัจจุบันเราได้ก้าวข้ามผ่านจากระบบเศรษฐกิจแบบดั้งเดิมเข้ามาสู่ระบบเศรษฐกิจแบบดิจิทัลแล้ว อย่างไรก็ดีผู้เขียนเชื่อว่าหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงเป็นปรัชญาร่วมสมัย และน่าจะสามารถถูกขยายความให้ประยุกต์ใช้กับระบบเศรษฐกิจดิจิทัลได้เช่นกัน  บทความนี้เป็นบทความที่ผู้เขียนพยายามขยายความในเรื่องดังกล่าว โดยมีวัตถุประสงค์ที่จะให้คนรุ่นใหม่ได้เข้าใจหลักปรัชญานี้ได้ง่ายขึ้น เพื่อให้สังคมได้ทบทวนแนวคิดเรื่องความพอเพียง และเพื่อให้สังคมได้ต่อยอดแนวคิดนี้ต่อไป

เศรษฐกิจดิจิทัลหมายถึง ระบบเศรษฐกิจใหม่ที่นำเอาเทคโนโลยีดิจิทัลเข้ามาใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ ของกิจกรรมทางเศรษฐกิจ หรือเพื่อสร้างธุรกิจรูปแบบใหม่ที่สามารถตอบโจทย์ผู้บริโภคได้ ในลักษณะที่ธุรกิจแบบดั้งเดิมไม่สามารถทำได้หรือทำได้ยาก (ตัวอย่างของธุรกิจรูปแบบใหม่ เช่น Airbnb, GrabTaxi, Uber, Wongnai, Ookbee, etc.)

หากมองในภาคธุรกิจที่มีผู้บริโภคกับผู้ผลิตเป็นตัวละครหลัก ก็จะเห็นได้ว่าผู้บริโภคซื้อของจากผู้ผลิต ผ่านทาง Online มากขึ้น ของที่ซื้อมีทั้งแบบจับต้องได้และจับต้องไม่ได้  มีบริการรูปแบบใหม่ๆเกิดขึ้น วิธีการจ่ายเงินก็สะดวกขึ้น ผู้ผลิตสามารถโฆษณาและเสนอขายสินค้าได้แบบเฉพาะเจาะจง และถึงตัวผู้บริโภคแต่ละคนได้ง่ายขึ้น โดยผ่านทาง Social Media หรือช่องทาง Online อื่นๆ

หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง เป็นการที่แต่ละคน (ในระบบเศรษฐกิจ) ทำอะไรอย่างพอเพียงพอประมาณ ไม่โลภมาก ไม่เบียดเบียน  ผู้เขียนมองว่า “ความพอเพียง” น่าจะถูกนำมาปรับใช้ใน

ระบบเศรษฐกิจดิจิทัลได้ดังนี้

มองจากด้านผู้บริโภค: ด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัย ทำให้ผู้บริโภคในระบบเศรษฐกิจดิจิทัล สามารถถูกชักชวนให้อยากซื้ออยากมีในสิ่งที่อาจจะไม่จำเป็นหรือเกินตัวได้ง่ายมากขึ้น ทำให้ผู้บริโภคต้องมีสติมากขึ้น พยายามเสพสื่อ Online หรือเนื้อหาใน Social Media อย่างไม่มากจนเกินไปและมีสติ ควรรู้ว่าความพอเพียงพอประมาณของตนอยู่ที่จุดไหน หากมีมากอยากใช้มาก ใช้แล้วไม่เบียดเบียนใคร ก็สามารถทำได้ แต่หากมีน้อยจงใช้แต่น้อย อย่าเกินตัว เพราะหากเกินตัวแล้วก็ต้องไปกู้ยืมมีหนี้สินล้นพ้นตัว จะเป็นการเบียดเบียนตนเองและผู้อื่นต่อไป

อย่างไรก็ดีการมีเทคโนโลยีที่ทันสมัย ก็ทำให้ผู้บริโภคมีตัวช่วยในการ Track ความพอประมาณของตน ได้ง่ายขึ้นเช่นกัน เช่น Application ต่างๆที่จะช่วยในการ Track ว่าเรามีรายได้เท่าไหร่ มีทรัพย์สินหนี้สินเท่าไหร่ ควรจะใช้จ่ายเท่าไหร่ และได้ใช้จ่ายอะไรไปแล้วบ้าง นอกจากนี้การเสพสื่อ Online หรือเนื้อหาใน Social Media หากรู้จักเลือกให้ดีจะพบว่ามีเนื้อหาที่เสริมสร้างปัญญา และสอนให้เรามีสติมากขึ้นได้อีกด้วย

มองจากด้านผู้ผลิต: ผู้ผลิตในระบบเศรษฐกิจดิจิทัลมีเทคโนโลยีเป็นตัวช่วยในการลดค่าใช้จ่าย เพิ่มมูลค่า รวมถึงสามารถนำเสนอสินค้าและบริการรูปแบบใหม่ๆ  ผู้ผลิตควรใช้ตัวช่วยเหล่านี้ ในการสร้างสรรค์สินค้าและบริการ ที่จะเป็นประโยชน์ต่อผู้บริโภคหรือเป็นประโยชน์ต่อสังคม ไม่ใช่ใช้เพื่อสร้างสิ่งมอมเมา (ในโลกดิจิทัล) ให้ผู้บริโภคมาใช้จ่ายมากๆ เพื่อให้ผู้ผลิตได้กำไรสูงสุด โดยปราศจากคุณธรรม  การโฆษณาชวนเชื่อก็ควรหลีกเลี่ยงการเบียดเบียนผู้อื่น แม้จะมีเทคโนโลยีที่ทันสมัยสามารถรู้ข้อมูลพฤติกรรมของผู้บริโภคและสามารถเข้าถึงตัวผู้บริโภครายนั้นๆ ก็ไม่ควรใช้เทคโนโลยีนี้ไปหลอกล่อให้เขาต้องไปกู้หนี้ยืมสินมาซื้อของที่ตัวเขาเองก็ไม่ได้จำเป็นต้องใช้

ระบบเศรษฐกิจ ไม่ว่าจะแบบดั้งเดิมหรือแบบดิจิทัล มีสิ่งหนึ่งที่เหมือนกัน คือการที่ตัวละครต่างๆ (ผู้บริโภค, ผู้ผลิต, etc.) ต้องอยู่ร่วมกันและพึ่งพาอาศัยกัน หากมัวแต่โลภและจ้องแต่จะเบียดเบียนกัน ระบบเศรษฐกิจนั้นอาจเกิดปัญหาและไม่สามารถอยู่ได้อย่างยั่งยืน