ผู้หญิงไทยในบริบทใหม่ (New Normal)

Gender Economics, Labor Economics, Society

ตีพิมพ์ครั้งแรก: กรุงเทพธุรกิจ วันที่ 2 พ.ย. 2558

ในช่วงปีนี้ เรื่องของเศรษฐกิจไทยภายใต้บริบทใหม่ (New Normal) เป็นที่พูดถึงกันมากในสังคม นักเศรษฐศาสตร์    กล่าวโดยสรุปคือการเปลี่ยนแปลงของปัจจัยทั้งภายในและภายนอกประเทศหลายเรื่อง ทำให้เศรษฐกิจไทยไม่เหมือนเดิม และความไม่เหมือนเดิมนี้จะมีแนวโน้มต่อเนื่อง จนเราต้องยอมรับว่ามัน คือความปกติ ‘ใหม่’ ที่เกิดขึ้น    โดยท่านอดีตผู้ว่าการธนาคาร แห่งประเทศไทย ได้สรุปเรื่อง New Normal ของเศรษฐกิจไทยว่า เป็นเรื่องของเศรษฐกิจ ที่โตช้าลง การค้าต่างประเทศที่ชะลอตัวลง อัตราเงินเฟ้อที่ ต่ำลง ระบบการเงินโลกที่มีความ เชื่อมโยงมากขึ้น และสัดส่วนของผู้สูงอายุที่มากขึ้น[1]

อย่างไรก็ดี ในช่วงเวลาที่ผ่านมา นอกเหนือจากเรื่องเศรษฐกิจแล้ว อาจยังมีเรื่องอื่นๆอีก ที่เปลี่ยนแปลงไป จนน่าจะยอมรับได้ว่าเป็นเรื่องความปกติ ‘ใหม่’ เช่นกัน หนึ่งในนั้นคือ คุณลักษณะของผู้หญิงไทยที่เปลี่ยน แปลงไป

ผู้หญิงไทยภายใต้บริบทใหม่ (New Normal) เป็นอย่างไร จะขอสรุปให้ดังนี้ค่ะ…

  • ผู้หญิงไทยมีการศึกษามากขึ้น

ในช่วงเวลาที่ผ่านมา อัตราการอ่านออกเขียนได้ (Literacy Rate) ของผู้หญิงที่เคยต่ำว่าผู้ชาย ได้เพิ่มขึ้น จนเท่ากัน (96.4%) ในปี 2010[2]  นอกจากนี้อัตราการเข้าเรียนระดับอุดมศึกษา ของผู้หญิง (% Tertiary Enrollment) ยังสูงกว่าผู้ชายอีกด้วย[3]  การที่ผู้หญิงมีการศึกษามากขึ้น ทำให้ผู้หญิงสามารถสร้างรายได้ และเลี้ยงดูตัวเองได้  ความจำเป็นที่ผู้หญิงต้องแต่งงาน เพื่อให้มีความอยู่รอดทางเศรษฐกิจมีน้อยลง

  • ผู้หญิงไทยแต่งงานช้าลงและครองตัวเป็นโสดมากขึ้น

ในอดีตที่ผ่านมาเรามักมีค่านิยมที่ว่าผู้หญิงควรทำหน้าที่ในครัวเรือน ส่วนผู้ชายทำหน้าที่ หาเลี้ยงครอบครัว แม้แต่นักเศรษฐศาสตร์ราางวัลโนเบลอย่าง Gary Becker ยังเคยเขียน ทฤษฎีการแต่งงาน (Theory of Marriage) ว่าผู้ชายกับผู้หญิงที่แต่งงานกันควรแบ่งงานกันทำ ในครอบครัว โดยให้ผู้หญิง specialize ในงานด้านครัวเรือน และให้ผู้ชาย specialize ในงาน นอกบ้านที่ได้รายได้  ซึ่งวิธีนี้จะทำให้ครอบครัว ได้ประโยชน์มากที่สุด[4],[5]  อย่างไรก็ดีค่านิยมนี้ กำลังค่อยๆเปลี่ยนแปลงไป ปัจจุบันผู้หญิงไทย เริ่มแต่งงานช้าลงหรือไม่แต่งเลย  โดยในปี 1970 อัตราส่วนของผู้หญิงอายุ 40-44 ที่เป็นโสดมีเพียง 3.9% แต่ในปี 2010 อัตราส่วนนี้ เพิ่มขึ้นเป็น 10.6%[6] (จริงๆ Trend การแต่งงานช้าหรือการไม่แต่งงานของผู้หญิง ไม่ได้เกิดขึ้น แค่ในเมืองไทย แต่เป็นTrend ที่เกิดขึ้นทั้งใน East Asia และ Southeast Asia)[7]

  • ผู้หญิงไทยมีลูกน้อยลง

ปัจจุบันอัตราการเจริญพันธุ์ (Fertility Rate) ของผู้หญิงไทยลดลงมาก จากที่เคยสูงถึง 6.1 ในปี 1960 (หมายถึง โดยเฉลี่ยแล้ว ผู้หญิง 1 คนจะมีลูกได้ 6.1 คน) ลดลงมาเป็น 1.4 ในปี 2013[8]  การที่ผู้หญิงมีลูกน้อยลงนี้ เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ประเทศไทยก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัย (Aging Society) เกิดปัญหาการขาดแคลนแรงงาน รวมไปถึงการที่ประเทศจะมีประชากรที่ลดลงในอนาคตอีกด้วย

คำถามที่น่าสนใจก็คือ เมื่อเรารู้แล้วว่า New Normal ของผู้หญิงไทยเป็นแบบนี้  เราจะเอาประโยชน์ จากความรู้นี้มาทำอะไรได้บ้าง    ถ้ามองในด้านทางธุรกิจ ก็คงจะมองได้ว่าผู้หญิงไทยแบบใหม่นี้ จะต้องการสินค้าและบริการประเภทไหนบ้าง    ถ้ามองในด้านนโยบาย คงจะมองได้ว่าทำอย่างไร จะชักชวนให้ผู้หญิงไทยแบบใหม่นี้จะมีส่วนมาช่วยแก้ปัญหาสังคมสูงวัย และแรงงานขาดแคลนนี้ได้  ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าชวนนำไปถกไปคิดต่อไป

เศรษฐกิจไทยได้เปลี่ยนไปแล้ว ผู้หญิงไทยก็เปลี่ยนไปด้วย…

หากเราสามารถปรับตัวและทำความเข้าใจกับสิ่งใหม่ๆที่เกิดขึ้นรอบตัวเราได้อย่างว่องไว ก็จะทำให้เราสามารถได้โอกาส อีกทั้งสามารถลดทอนหรือแก้ไขปัญหาที่จะเกิดขึ้นได้อย่างทันท่วงที

 

[1] คำกล่าวเปิดงาน ดร.ประสาร ไตรรัตน์วรกุล ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย “เศรษฐกิจไทยกับบริบทใหม่ทาง เศรษฐกิจ” งานสัมมนาวิชาการธนาคารแห่งประเทศไทยประจำปี 2558 (วันที่ 17 กันยายน 2558)

(https://www.bot.or.th/Thai/PressandSpeeches/Speeches/Gov/SpeechGov_17Sep2015_Symposium2015OpeningRemarks.pdf).

[2] World Development Indicators 2015, World Bank (http://data.worldbank.org/country/thailand).

[3] Ibid (ข้อมูล % Tertiary Enrollment ของปี 2000-2013).

[4] Gary Becker (1973), “A Theory of Marriage,” The Journal of Political Economy.

[5] Gary Becker (1981), A Treatise on the Family, Harvard University Press.

[6] สำมะโนประชากรและเคหะ, สำนักสถิติแห่งชาติ.

[7] Gavin W. Jones (2005), “The “Flight from Marriage” in South-East and East Asia,” Journal of Comparative Family Studies.

[8] World Development Indicators 2015, World Bank (http://data.worldbank.org/country/thailand).

 

Womenomics 101

Gender Economics, Labor Economics

ตีพิมพ์ครั้งแรก: กรุงเทพธุกิจ วันที่ 30 ก.ย. 2558

ช่วงหลังๆนี้คนพูดกันบ่อยถึงคำว่า Womenomics (Women+Economics) คำๆนี้หมายความ ว่าอย่างไร มีที่มาอย่างไร และมีความน่าสนใจอย่างไร จะขอนำมาเล่าให้ฟังในบทความนี้

จริงๆการศึกษาเรื่องของ Gender Study ในเศรษฐศาสตร์ มีมานานแล้ว ส่วนมากมักจะศึกษา บทบาทของผู้หญิงในภาคครัวเรือน ภาคเศรษฐกิจ และภาคสังคม ในหลากหลายมิติ ซึ่งในประเทศพัฒนาแล้วหลายประเทศ จะสังเกตได้ถึงบทบาทของผู้หญิงที่เปลี่ยนไป โดยผู้หญิงมีความสำคัญมากขึ้นในเรื่องต่างๆ ที่มีผลต่อการพัฒนาที่ยั่งยืนของประเทศ

คำว่า Womenomics มักจะถูกใช้ให้หมายถึง Trend ของการที่ผู้หญิงเข้ามามีบทบาท ในเรื่องต่างๆมากขึ้น ทั้งด้านการบริโภค แรงงาน ธุรกิจ เศรษฐกิจ สังคม (แปลง่ายๆคือ Trend ผู้หญิง “เป็นใหญ่”) โดย Trend ของการเปลี่ยนแปลงนี้ ทำให้ผู้บริหารภาคส่วนต่างๆ (เจ้าของธุรกิจ ผู้ออกนโยบาย ผู้ออกกฎหมาย) หันมาทำความเข้าใจ และให้ความสำคัญ กับความต้องการและพฤติกรรมของผู้หญิงกันมากขึ้น เนื่องจากต้องการ ส่วนแบ่งตลาด หรือต้องการใช้ประโยชน์จากแรงงาน และความสามารถ ของผู้หญิง เพื่อให้เศรษฐกิจเติบโต

ผู้เขียนเข้าใจว่าคำว่า Womenomics เริ่มใช้เป็นที่รู้จักในครั้งแรก จากบทความ ของ Goldman Sachs เรื่อง Women-omics: Buy the Female Economy (August 1999)[1] ซึ่งพูดถึงการที่ ประเทศญี่ปุ่น ควรเริ่มหันมาสนใจ Consumer Demand ของผู้หญิง และการเพิ่มการใช้ แรงงานหญิง โดยหากผู้หญิงญี่ปุ่นออกมาทำงานนอกบ้าน พอๆกับผู้หญิง ในประเทศสหรัฐ อเมริกา GDP ของญี่ปุ่นจะสามารถโตขึ้นได้อีก 0.3% ต่อปี

หลังจากนั้นก็มีคนใช้คำนี้ในงานเขียนทั่วๆไป ที่ไม่ใช่งานวิชาการ เช่น บทความ ของนิตยสาร The Economist เรื่อง A Guide to Womenomics (12 April 2006) และหนังสือ Womenomics [Work Less, Achieve More, Live Better] ซึ่งตีพิมพ์ในปี 2009[2]

ส่วนผู้ที่ทำให้คำว่า Womenomics กลับมาเป็นที่รู้จักแพร่หลายอีกครั้ง ในยุคปัจจุบัน ก็คือนายกรัฐมนตรี Shinso Abe ของญี่ปุ่น ที่ประกาศ แก่ชาวโลกในที่ประชุมสมัชชา สหประชาชาติ ครั้งที่ 68 (26 September 2013) ว่า Womenomics จะเป็นส่วนประกอบ ที่สำคัญของการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศญี่ปุ่น โดยนายก Abe สัญญาว่าจะสนับสนุน ให้ผู้หญิงออกมาทำงานนอกบ้านมากขึ้น โดยการสร้างสังคมที่สนับสนุนให้ผู้หญิงสามารถ เติบโตและก้าวหน้าได้ในที่ทำงาน (“Create a society in which women shine”)[3]

Womenomics เป็นเรื่องที่น่าสนใจ โดยแม้ประเทศไทย อัตราการใช้แรงงาน (Labor Force Participation Rate) ของผู้หญิงจะไม่ได้ต่ำมากนักเมื่อเทียบกับประเทศอื่น (แต่ยังต่ำกว่า อัตราการใช้แรงงานของผู้ชาย) แต่ช่องว่างด้านรายได้ของชายและหญิง ยังคงมีอยู่ (แม้จะลดลง)[4] การสร้างสังคมที่สนับสนุนให้ผู้หญิงสามารถเติบโตและก้าวหน้าได้ในที่ทำงาน รวมถึงการให้ความสำคัญกับกฎหมายและนโยบายที่เกี่ยวข้องกับการคุ้มครอง และให้สิทธิความเท่าเทียมแก่ผู้หญิง จึงเป็นเรื่องที่น่าสนับสนุน เพราะสิ่งต่างๆเหล่านี้ จะสามารถเอื้อให้ผู้หญิงไทยได้มีส่วนช่วยในการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศไทยได้เช่นกัน

[1] Kathy Matsui, Hiromi Suzuki, and Yoko Ushio (1999), “Women-omics: Buy the Female Economy,” Goldman Sachs Japan Portfolio Strategy.

[2] Claire Shipman and Katty Kay (2009), “Womenomics [Work Less, Achieve More, Live Better],” HarperCollins Publishers.

[3] http://japan.kantei.go.jp/96_abe/statement/201309/26generaldebate_e.html

[4] Nakavachara, Voraprapa (2010) “Superior female education: Explaining the gender earnings gap trend in Thailand,” Journal of Asian Economics