เศรษฐกิจดิจิทัล ‘แบบพอเพียง’

Buddhism, Digital Economy, Happiness, Sufficiency Economy

ตีพิมพ์ครั้งแรก: กรุงเทพธุรกิจ วันที่ 18 ม.ค. 2559

ครั้งแรกที่สังคมไทยได้ยินเรื่อง “เศรษฐกิจพอเพียง” (18 ก.ค. 2517) ตัวผู้เขียนยังเกิดไม่ทัน  ส่วนในหลายปีต่อมาเมื่อสังคมไทยได้ยินเรื่องนี้อีกครั้งนั้น ผู้เขียนเกิดแล้วแต่ยังไม่อยู่ในวัย ที่สามารถจะเข้าใจ สนใจ หรือให้ความสำคัญกับหลักปรัชญานี้  ต่อมาผู้เขียนเติบโตขึ้น ได้ออกไปขวนขวาย ไขว่คว้า เห็นโลกกว้าง และได้เห็นความสุดโต่งของมนุษย์ในหลายๆด้าน   ท้ายที่สุดแล้วก็ได้ค้นพบว่าการมีชีวิตอยู่แบบพอเพียงพอประมาณโดยยึดหลักทางสายกลางนี้ น่าจะเป็นวิถีชีวิตที่ประเสริฐที่สุดแล้ว  ผู้เขียนจึงค่อยๆมาศึกษาค้นคว้าหาความรู้เพิ่มเติมในเรื่องนี้ หากคนรุ่นใหม่สนใจและอยากได้ยินพระราชดำรัสที่พระบาทสมเด็จ พระเจ้าอยู่หัวได้ทรงตรัสไว้ ขอแนะนำให้ Search Youtube หาคำว่า “เศรษฐกิจพอเพียง 2541” (พระราชดำรัส 4 ธ.ค. 2541)

แม้ปัจจุบันเราได้ก้าวข้ามผ่านจากระบบเศรษฐกิจแบบดั้งเดิมเข้ามาสู่ระบบเศรษฐกิจแบบดิจิทัลแล้ว อย่างไรก็ดีผู้เขียนเชื่อว่าหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงเป็นปรัชญาร่วมสมัย และน่าจะสามารถถูกขยายความให้ประยุกต์ใช้กับระบบเศรษฐกิจดิจิทัลได้เช่นกัน  บทความนี้เป็นบทความที่ผู้เขียนพยายามขยายความในเรื่องดังกล่าว โดยมีวัตถุประสงค์ที่จะให้คนรุ่นใหม่ได้เข้าใจหลักปรัชญานี้ได้ง่ายขึ้น เพื่อให้สังคมได้ทบทวนแนวคิดเรื่องความพอเพียง และเพื่อให้สังคมได้ต่อยอดแนวคิดนี้ต่อไป

เศรษฐกิจดิจิทัลหมายถึง ระบบเศรษฐกิจใหม่ที่นำเอาเทคโนโลยีดิจิทัลเข้ามาใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ ของกิจกรรมทางเศรษฐกิจ หรือเพื่อสร้างธุรกิจรูปแบบใหม่ที่สามารถตอบโจทย์ผู้บริโภคได้ ในลักษณะที่ธุรกิจแบบดั้งเดิมไม่สามารถทำได้หรือทำได้ยาก (ตัวอย่างของธุรกิจรูปแบบใหม่ เช่น Airbnb, GrabTaxi, Uber, Wongnai, Ookbee, etc.)

หากมองในภาคธุรกิจที่มีผู้บริโภคกับผู้ผลิตเป็นตัวละครหลัก ก็จะเห็นได้ว่าผู้บริโภคซื้อของจากผู้ผลิต ผ่านทาง Online มากขึ้น ของที่ซื้อมีทั้งแบบจับต้องได้และจับต้องไม่ได้  มีบริการรูปแบบใหม่ๆเกิดขึ้น วิธีการจ่ายเงินก็สะดวกขึ้น ผู้ผลิตสามารถโฆษณาและเสนอขายสินค้าได้แบบเฉพาะเจาะจง และถึงตัวผู้บริโภคแต่ละคนได้ง่ายขึ้น โดยผ่านทาง Social Media หรือช่องทาง Online อื่นๆ

หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง เป็นการที่แต่ละคน (ในระบบเศรษฐกิจ) ทำอะไรอย่างพอเพียงพอประมาณ ไม่โลภมาก ไม่เบียดเบียน  ผู้เขียนมองว่า “ความพอเพียง” น่าจะถูกนำมาปรับใช้ใน

ระบบเศรษฐกิจดิจิทัลได้ดังนี้

มองจากด้านผู้บริโภค: ด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัย ทำให้ผู้บริโภคในระบบเศรษฐกิจดิจิทัล สามารถถูกชักชวนให้อยากซื้ออยากมีในสิ่งที่อาจจะไม่จำเป็นหรือเกินตัวได้ง่ายมากขึ้น ทำให้ผู้บริโภคต้องมีสติมากขึ้น พยายามเสพสื่อ Online หรือเนื้อหาใน Social Media อย่างไม่มากจนเกินไปและมีสติ ควรรู้ว่าความพอเพียงพอประมาณของตนอยู่ที่จุดไหน หากมีมากอยากใช้มาก ใช้แล้วไม่เบียดเบียนใคร ก็สามารถทำได้ แต่หากมีน้อยจงใช้แต่น้อย อย่าเกินตัว เพราะหากเกินตัวแล้วก็ต้องไปกู้ยืมมีหนี้สินล้นพ้นตัว จะเป็นการเบียดเบียนตนเองและผู้อื่นต่อไป

อย่างไรก็ดีการมีเทคโนโลยีที่ทันสมัย ก็ทำให้ผู้บริโภคมีตัวช่วยในการ Track ความพอประมาณของตน ได้ง่ายขึ้นเช่นกัน เช่น Application ต่างๆที่จะช่วยในการ Track ว่าเรามีรายได้เท่าไหร่ มีทรัพย์สินหนี้สินเท่าไหร่ ควรจะใช้จ่ายเท่าไหร่ และได้ใช้จ่ายอะไรไปแล้วบ้าง นอกจากนี้การเสพสื่อ Online หรือเนื้อหาใน Social Media หากรู้จักเลือกให้ดีจะพบว่ามีเนื้อหาที่เสริมสร้างปัญญา และสอนให้เรามีสติมากขึ้นได้อีกด้วย

มองจากด้านผู้ผลิต: ผู้ผลิตในระบบเศรษฐกิจดิจิทัลมีเทคโนโลยีเป็นตัวช่วยในการลดค่าใช้จ่าย เพิ่มมูลค่า รวมถึงสามารถนำเสนอสินค้าและบริการรูปแบบใหม่ๆ  ผู้ผลิตควรใช้ตัวช่วยเหล่านี้ ในการสร้างสรรค์สินค้าและบริการ ที่จะเป็นประโยชน์ต่อผู้บริโภคหรือเป็นประโยชน์ต่อสังคม ไม่ใช่ใช้เพื่อสร้างสิ่งมอมเมา (ในโลกดิจิทัล) ให้ผู้บริโภคมาใช้จ่ายมากๆ เพื่อให้ผู้ผลิตได้กำไรสูงสุด โดยปราศจากคุณธรรม  การโฆษณาชวนเชื่อก็ควรหลีกเลี่ยงการเบียดเบียนผู้อื่น แม้จะมีเทคโนโลยีที่ทันสมัยสามารถรู้ข้อมูลพฤติกรรมของผู้บริโภคและสามารถเข้าถึงตัวผู้บริโภครายนั้นๆ ก็ไม่ควรใช้เทคโนโลยีนี้ไปหลอกล่อให้เขาต้องไปกู้หนี้ยืมสินมาซื้อของที่ตัวเขาเองก็ไม่ได้จำเป็นต้องใช้

ระบบเศรษฐกิจ ไม่ว่าจะแบบดั้งเดิมหรือแบบดิจิทัล มีสิ่งหนึ่งที่เหมือนกัน คือการที่ตัวละครต่างๆ (ผู้บริโภค, ผู้ผลิต, etc.) ต้องอยู่ร่วมกันและพึ่งพาอาศัยกัน หากมัวแต่โลภและจ้องแต่จะเบียดเบียนกัน ระบบเศรษฐกิจนั้นอาจเกิดปัญหาและไม่สามารถอยู่ได้อย่างยั่งยืน

 

เลือกความคิด

Buddhism, Happiness, Life

ตีพิมพ์ครั้งแรก: กรุงเทพธุรกิจ วันที่ 22 ธ.ค. 2558

ชีวิตเราทุกวันนี้ต้องเจอทางเลือกมากมาย  หากถ้าเป็นบริษัทก็ต้องเลือกว่าจะผลิตสินค้าหรือบริการอะไร ในปริมาณเท่าไหร่  หากถ้าเป็นผู้บริโภคก็ต้องเลือกตัดสินใจว่าจะบริโภคสินค้าหรือบริการประเภทไหน ในปริมาณเท่าไหร่ดี

‘เศรษฐศาสตร์’ เป็นศาสตร์แห่งการ ‘เลือก’ จัดสรรทรัพยากรที่มีอยู่จำกัด ให้เกิดประโยชน์สูงสุด  โดยหนึ่งในรูปแบบของปัญหาพื้นฐานทางเศรษฐศาสตร์ (Basic Economic Problems) ที่มนุษย์ต้องเจอ ก็คือการที่มนุษย์ต้องเลือกว่าจะบริโภคอะไร เพื่อให้ได้ความสุขความพอใจที่สูงที่สุด ภายใต้ข้อจำกัดที่มี (Consumer’s Utility Maximization Problem Subject to Budget Constraints)

ในชีวิตจริงมนุษย์มีความซับซ้อนมากกว่าในแบบจำลองทางเศรษฐศาสตร์ การที่มนุษย์จะมีความสุขได้ ก็มักซับซ้อนเกินกว่าเรื่องของการบริโภค  ในความเป็นจริงแล้วมนุษย์จะสุขหรือทุกข์ได้นั้น มักขึ้นกับสิ่งที่มนุษย์ผู้นั้นเลือกที่จะคิด  ดังนั้นในโลกที่มนุษย์อาศัยอยู่จริงจึงเป็นโลกแห่งการ ‘เลือกความคิด’  ว่ามนุษย์จะเลือกคิดอย่างไร จึงจะได้มีความสุขมากที่สุด ภายใต้ข้อจำกัดที่มี (Human’s Happiness Maximization Problem Subject to Life Constraints)

แล้วมนุษย์ควรจะ ‘เลือกความคิด’ อย่างไร?

มนุษย์เลือกได้ว่าจะคิดดีหรือคิดชั่ว  จะเลือกคิดแต่สิ่งที่ดี สิ่งที่เป็นเป็นกุศล คิดอภัย และคิดปรารถนาดีกับผู้อื่น  หรือจะเลือกคิดแต่สิ่งชั่ว คิดอาฆาตพยาบาท คิดอิจฉาริษยา  หากลองพิจารณาดูแล้ว น่าจะเห็นได้ว่าการเลือกคิดแบบไหนจะให้ความสุขทางใจได้มากกว่ากัน ไม่ว่า Life Constraints (สุขภาพ ฐานะ ครอบครัว การงาน สิ่งแวดล้อม etc) ของเราจะเป็นอย่างไร

เขาว่ากันว่า “You are what you think” คือเราจะเป็นในสิ่งที่เราคิด ถ้าเราเลือกที่จะคิดดี ความคิดดีๆจะส่งผลถึงพฤติกรรม มันจะออกมาทั้งทางการพูด และทางการกระทำ เราเป็นคนแบบไหน ก็จะดึงดูดคนที่มีลักษณะใกล้เคียงกันเข้ามา เป็นการเลือกเพื่อน เลือกสังคมที่เราอยู่  หากคิดดี พูดดี ทำดี มีจิตเมตตาต่อผู้อื่น ชีวิตก็จะเจอเรื่องดีๆ เจอคนดีๆ

การฝึกฝนให้ตัวเราเลือกคิดแต่สิ่งดีๆอาจทำได้ไม่ง่ายนัก ต้องใช้สติ ต้องฝืนใจ เพราะโดยธรรมชาติแล้ว ใจเราอาจหมกมุ่นกับเรื่องทางลบ การคิดโกรธนั้นง่ายกว่าการคิดอภัย การคิดโลภอยากได้โน่นอยากได้นี่นั้นง่ายกว่าการคิดที่จะให้ การคิดอาฆาตพยาบาทนั้นง่ายกว่าการคิดปรารถนาดี  การเลือกที่จะคิดดีนั้นจึงต้องเกิดจากการฝึกฝน หัดให้มีสติรู้เท่าทัน เมื่อใดที่ความคิดที่ไม่ดีเกิดขึ้น ให้กำหนดรับรู้ แล้วเปลี่ยนความคิดนั้นให้เป็นกุศล

จะปีใหม่แล้ว อยากให้ท่านผู้อ่านให้ของขวัญปีใหม่กับตัวเอง ด้วยการเลือกที่จะคิดดี พูดดี ทำดี  ขอให้ท่านมีความสุขจากการเลือกสิ่งเหล่านั้น และขอให้ท่านรายล้อมด้วยผู้คนที่เลือกที่จะคิดดี พูดดี ทำดี เหมือนๆกับท่าน… สวัสดีปีใหม่ค่ะ…

Generation ไทย (Gen Thai)

Buddhism, Happiness, Labor Economics, Society

ตีพิมพ์ครั้งแรก: กรุงเทพธุรกิจ วันที่ 3 ธ.ค. 2558

สังคมเราทุกวันนี้ เป็นการอยู่ร่วมกันของคนหลากหลาย Generations ทั้ง Baby Boomers, Gen X, Gen Y และ Gen Z   โดยแต่ละ Gen เกิดและเติบโตมาในช่วงเวลาที่ต่างกัน วิถีชีวิตวัฒนธรรมในแต่ละช่วงเวลา ก็ต่างกัน ทำให้คนแต่ละ Gen มีนิสัยและอะไรๆที่ต่างกันในหลายเรื่อง แต่ต้องมาอยู่ในสังคมเดียวกัน

ในทางเศรษฐศาสตร์ มีแบบจำลองที่น่าสนใจชื่อ Overlapping Generations Model (OLG Model)[1] ซึ่งรูปลักษณะของแบบจำลองจะเน้นไปในเรื่องความสัมพันธ์ของคนต่าง Generations ที่อยู่ร่วมกันในระบบเศรษฐกิจ (Economy)  โดยในช่วงเวลาหนึ่งๆ (เวลา t) จะมีคนต่างรุ่น (เกิดไม่พร้อมกัน) อาศัยอยู่  คนแต่ละรุ่นก็ทำหน้าที่ของตนเอง  มีการจัดสรร ซื้อขายแลกเปลี่ยน เก็บออม ‘สินค้า’ ที่มีอยู่ในระบบ   พอเวลาผ่านไป (เวลา t+1) คนรุ่นที่แก่ที่สุดก็จะตายจากไป คนอายุรุ่นถัดๆมาก็จะอายุมากขึ้น  แล้วก็จะมีคนกลุ่มใหม่เกิดขึ้น และเข้ามาอาศัยร่วมกับคน Gen อื่นๆ ที่อยู่กันมาก่อนหน้าแล้ว  โดย OLG Model ในยุคแรกๆนี้ จำกัดให้คนแต่ละรุ่นที่ยังมีชีวิตอยู่ เลือกตัดสินใจ ในพฤติกรรมต่างๆ โดยคำนึงถึงความสุขความพอใจ (Utility) ของตนเอง  และมีความสุขจากการบริโภค ของตนเองเพียงอย่างเดียวเท่านั้น โดยไม่คำนึงถึงคนอื่น

OLG Model ในยุคต่อมาได้ถูกพัฒนาให้สามารถเพิ่ม ‘ความไม่เห็นแก่ตัว’ (Altruism) เข้ามาในแบบจำลองได้[2]  โดยความน่ารักของ OLG Model ในยุคนี้คือ การที่คนแต่ละรุ่นที่ยังมีชีวิตอยู่ ถูกกำหนดให้เลือกตัดสินใจในพฤติกรรมต่างๆ โดยไม่ได้คำนึงถึงความสุขความพอใจ (Utility) ของตนเอง เท่านั้น แต่ยังคำนึงความสุขความพอใจของคนรุ่นต่อๆมาด้วย  โดยมีความสุขจากการที่เห็นคนรุ่นหลัง มีความสุขด้วย   และคนรุ่นก่อนหน้าสามารถเลือกที่จะ ‘เมตตา’ คนรุ่นต่อๆมา โดยการให้ ‘สิ่งที่มีค่า’ (Bequests) ทิ้งไว้กับคนรุ่นหลังได้ด้วย

มองกลับมาที่ชีวิตจริง คนเราเลือกเกิด (หรือเลือกไม่เกิด) ไม่ได้  และเลือกที่จะหนีความตายไม่ได้ สิ่งเดียวที่คนเราเลือกได้ คือเลือกว่าเราจะทำอะไรบ้างในช่วงที่เรามีชีวิตอยู่   เราสามารถเลือก ที่จะมีความสุขจากการซื้อหาและบริโภคสิ่งของต่างๆที่เราอยากได้   หรือเราสามารถเลือกที่จะมีความสุข จากการได้เห็นคนอื่นมีความสุข และจากการที่ได้มีส่วนร่วมทำให้สังคมดีขึ้น

มันคงจะไม่ได้ผิดถ้าเราเลือกอยากวิ่งไขว่คว้าในสิ่งที่เราอยากได้   แต่เคยสังเกตไหม อยากได้อะไรๆ เมื่อได้มาแล้วก็รู้สึกพอใจได้เพียงสักครู่หนึ่ง อีกไม่นานก็อยากได้อย่างอื่นอีก แล้วก็จะอยากได้ไปอีกเรื่อยๆ ไม่จบไม่สิ้น เมื่อไม่ได้สิ่งเหล่านั้นมาก็มักจะเป็นทุกข์ ทุกข์จากความไม่พอ

ในทางกลับกัน  เคยรู้สึกดีๆบ้างไหมเมื่อได้ทำสิ่งดีๆเล็กๆน้อยๆให้กับคนอื่นโดยไม่หวังอะไร   เคยรู้สึกดีๆบ้างไหมเมื่อได้มีส่วนร่วมในอะไรสักอย่างที่ทำให้สังคมดีขึ้นหรือทำให้ชีวิตของใครดีขึ้น   สุขแบบนี้เป็นสุขแบบสบายๆ หาได้ง่ายๆโดยไม่ต้องใช้เงินทอง เป็นความสุขที่เกิดจากการให้ เป็นความสุขที่เกิดจากความเมตตา

หากคนทุกๆ Generations เลือกที่จะมีความสุขจากการให้ มากกว่าเลือกที่จะมีความสุขจากการได้รับ   การอยู่ร่วมกันของคนต่าง Gen  หรือแม้แต่คน Gen เดียวกัน ที่คิดไม่เหมือนกัน ก็คงจะราบรื่นขึ้น  แม้ปัญหาหลายๆอย่างของประเทศเราคงต้องใช้เวลาอีกหลาย Generations ในการแก้ไข แต่หากคนส่วนใหญ่ของประเทศอยู่กันอย่างไม่เห็นแก่ตัว เอาใจเขามาใส่ใจเรา คำนึงถึงประโยชน์ส่วนรวม มากกว่าประโยชน์ส่วนตน ประเทศเราก็น่าจะพอมีหวัง

เรามาช่วยกันสร้างค่านิยมความเป็น ‘Generation ไทย’ คือ การเป็นคนไทยที่ไม่เห็นแก่ตัว รักชาติและเห็นแก่ประโยชน์ของประเทศชาติเป็นที่ตั้ง  มีความต้องการจะอยู่ร่วมกับคนไทยด้วยกัน ที่อาจคิดไม่เหมือนกัน ได้อย่างสงบสุข  ต้องการจะเห็นประเทศไทยเจริญก้าวหน้า และต้องการช่วยสร้างคนรุ่นใหม่ที่เก่งและดีที่จะเป็นอนาคตของประเทศชาติต่อไป

เราอยากเห็นอนาคตประเทศไทยเป็นแบบไหนไม่ได้มีใครบังคับ  และเราทุกคน ทุก Generations สามารถเลือกได้ตั้งแต่วันนี้

[1] Allais (1947), Samuelson (1958), Diamond (1965)

[2] Barro (1974), Weil (1987)

ระดับจิตใจของ ‘ทุนมนุษย์’

Buddhism, Happiness, Life

ตีพิมพ์ครั้งแรก: กรุงเทพธุรกิจ วันที่ 16 พ.ย. 2558

‘ทุนมนุษย์’ (Human Capital) ในทางเศรษฐศาสตร์ หมายถึง ความสามารถของมนุษย์ที่นำไปใช้ในการ สร้างผลผลิตทางเศรษฐกิจ (หมายถึงการผลิตสินค้าและบริการต่างๆ)    โดย ‘ทุนมนุษย์’ มีความหมาย ครอบคลุมไปถึง ความรู้ ทักษะการบริหาร ประสบการณ์ รวมถึงสุขภาพของมนุษย์ เพราะสิ่งเหล่านี้จะมีผล ต่อประสิทธิภาพในการผลิตของมนุษย์

‘ทุนมนุษย์’ ของแต่ละคนมีไม่เท่ากัน เพราะการเลือกลงทุนที่ต่างกัน   โดยหากต้องการเพิ่มทุนมนุษย์ ให้มีมากขึ้น ก็สามารถลงทุนได้โดยเพิ่มการศึกษา พัฒนาทักษะและความสามารถในด้านต่างๆ    นักเศรษฐศาสตร์ให้ความสำคัญในเรื่องของการพัฒนาทุนมนุษย์  เพราะถ้ามนุษย์ในประเทศไหน ‘เก่ง’ ประสิทธิภาพการผลิตของประเทศก็จะดีขึ้น ประเทศก็จะมีรายได้ต่อหัวสูงขึ้น (รวยขึ้น) และพอจะมีหวัง ที่จะก้าวข้ามไปเป็นประเทศที่พัฒนาแล้วได้

เราคุยกันทุกวันเรื่องการยกระดับประสิทธิภาพแรงงาน   ในแบบจำลอง (Growth Model) ของนักเศรษฐศาสตร์ มีตัวแปรต่างๆที่มีผลต่ออัตราการเติบโตของเศรษฐกิจ เช่น ทุน (Capital)

ที่ดิน (Land) เทคโนโลยี และ ทุนมนุษย์ในมิติด้านความสามารถ  แต่แบบจำลองต่างๆเหล่านั้น ได้มองข้ามมิติทางด้าน ‘คุณธรรม’ หรือ ‘ระดับจิตใจ’ อันเป็นสิ่งที่สำคัญยิ่งของทุนมนุษย์ไป

จริงๆแล้ว หากมนุษย์มีระดับจิตใจที่สูง (คือมีคุณธรรมสูง) มีความละอายและเกรงกลัวต่อการโกง (และการทำชั่วอื่นๆ) ประสิทธิภาพการผลิตของประเทศก็จะสูงขึ้น เพราะการบิดเบี้ยวผิดเพี้ยน ของกระบวนการการผลิตที่เกิดจากการคอร์รัปชันจะน้อยลง  ไม่ต้องสูญเสียวัตถุดิบหรือสินค้าไปให้กับ การโกง  ไม่ต้องจ่ายแพงกว่าเพื่อให้ได้ของคุณภาพด้อยกว่า (คือเสียโอกาสที่จะได้ของดีราคาถูก)  หากคนส่วนใหญ่ไม่ได้อยากจะโกง  ระบบตรวจสอบก็เหนื่อยน้อยลง (ขอย้ำว่าระบบตรวจสอบนั้นต้องมี ไม่ใช่บอกว่าใครเป็น ‘คนดี’ แล้วไม่ต้องตรวจสอบ   หากเพียงแต่ถ้าคนไม่ได้โกง ระบบตรวจสอบก็ไม่ต้อง ทำงานหนักมากนัก)  สังคมไม่ต้องใช้เวลาส่วนใหญ่ไปในการจับคนโกงและแก้ไขปัญหาที่เกิดจากการโกง จะได้เอาเวลาไปทำเรื่องอย่างอื่นที่มีประโยชน์ ที่ทำประเทศให้เจริญก้าวหน้า

‘ระดับจิตใจ’ ของมนุษย์แต่ละคนนั้นไม่เท่ากัน เพราะการเลือกลงทุนที่ต่างกัน   โดยหากต้องการยกระดับ จิตใจให้สูงขึ้น คงจะต้องหมั่นเพียรที่จะขัดเกลาจิตใจ ให้โลภน้อยลง โกรธน้อยลง หลงน้อยลง มีความละอายและเกรงกลัวต่อการทำชั่ว (หากยังมือใหม่ ไม่เข้าใจว่าอะไรคือชั่ว ขอให้เริ่มจากการละเว้น จากการเบียดเบียนผู้อื่น หรือเบียดเบียนสังคม  อะไรที่ทำแล้วคนอื่นเดือนร้อน สังคมเดือดร้อน จงละเว้นเสีย)   รวมไปถึงการไม่สนับสนุนและไม่ยกย่องการกระทำชั่วของผู้อื่น หากผู้บังคับบัญชาสั่งมา ให้คุณทำเรื่องไม่ดี จงอย่าหลับหูหลับตาทำ จงบอกเขาไปว่าคุณไม่ทำเพราะมันไม่ถูก ถ้าเขาเป็นนายที่ดี เขาจะคิดได้ แต่ถ้าเขายังยืนยันบังคับให้คุณทำชั่ว จงหนีห่างเขามาเสียเถิด นายแบบนี้ไม่น่าเคารพนับถือ อยู่ต่อไปอาจมีเรื่องที่ชั่วกว่านี้มาบังคับให้คุณทำ   จงอย่ายกย่องคนที่เก่งแต่ไร้คุณธรรม พูดจาโกหก บิดเบือนความจริง   จงหนีห่างคนชั่วและคนที่จะชักจูงคุณให้ไปทำชั่ว เพราะยิ่งอยู่ใกล้จะยิ่งดึงให้คุณชั่วลง

คำว่า ‘มนุษย์’ แปลว่าผู้มีจิตใจสูง  แต่ทุกวันนี้ความหมายของคำๆนี้แทบจะถูกลืมไป   สังคมมักหลงลืม และให้ความสำคัญกับความสามารถทางโลก มากกว่าระดับของจิตใจ  จริงๆแล้วการพัฒนาทางด้าน เศรษฐกิจนั้น เราคงต้องให้ความสำคัญกับการยกระดับคุณภาพแรงงานและการยกระดับจิตใจของมนุษย์ ไปพร้อมๆกัน  เพราะหากมุ่งเพียงแต่จะยกระดับคุณภาพแรงงานเพียงอย่างเดียว แม้เศรษฐกิจเติบโตไปได้ ก็จะไม่ยั่งยืน

 

“พอดี” ตามแนวพุทธกับ “พอดี” ตามแนวเศรษฐศาสตร์

Buddhism, Happiness

Moderation vs. Diminishing Return[1]

คำว่า “พอดี” ตามแนวพุทธ กับคำว่า “พอดี” ตามแนวเศรษฐศาสตร์ เหมือนหรือต่างกันอย่างไร เป็นไปได้ไหมที่จะใช้เครื่องมือทางเศรษฐศาสตร์ประเภทกราฟและสมการตัวเลขมาใช้อธิบายเรื่องการกินอยู่แต่พอดีตามแนวพุทธ[2] น่าคิดทีเดียวว่าเมื่อก่อนสมัยเรายังไม่มีกราฟ ไม่มีสมการตัวเลข พุทธศาสนาได้เสนอแนวคิดเรื่องของการกินอยู่แต่พอดีขึ้น ต่อมาเมื่อเราได้เรียนรู้เรื่องของกราฟ เรื่องของสมการตัวเลข และสาขาวิชาเศรษฐศาสตร์ เครื่องมือและศาสตร์เหล่านี้สามารถถูกนำมาใช้เสนอทฤษฎีที่สอดคล้องและอธิบายเรื่องของการกินอยู่แต่พอดีได้

พุทธศาสนามีต้นกำเนิดเมื่อสองพันกว่าปีมาแล้ว หลักพุทธศาสนาเรื่องการกินอยู่แต่พอดีคงเป็นเรื่องที่หลายคนน่าจะคุ้นเคยกันดีอยู่ ถ้าจะให้ดิฉันขยายความตามความเข้าใจ ดิฉันมองว่าการกินอยู่แต่พอดีคือการทำอะไรตามสมควร ไม่น้อยไป ไม่มากไป เพราะน้อยไปก็เป็นทุกข์ มากไปก็เป็นทุกข์ พระพุทธเจ้าได้สอนเอาไว้เรื่องการเลือกเดินทางสายกลางอันนำไปสู่ทางพ้นทุกข์ โดยได้ให้หลักการของทางสายกลางในด้านความเห็น ความคิด การพูด ความประพฤติ การประกอบอาชีพ ความเพียร การมีสติ และการมีสมาธิ สรุปโดยรวมได้ว่า หากเราดำเนินชีวิตแต่พอดี อยู่ในศีลธรรมและความเหมาะสม ชีวิตของเราน่าจะประสบกับความสุขที่แท้จริง หากจะยกแง่สังเกตเรื่องการกินอยู่แต่พอดีในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการบริโภค เคยรู้สึกไหมว่าการทานอาหารที่น้อยไปทำให้ไม่มีเรี่ยวแรง ส่วนการทานอาหารที่มากเกินไปก็ทำให้อิ่มจนปวดท้อง ปกติแล้วการทานแต่พอดีนี่แหละที่น่าจะทำให้มีความสุขความพอใจมากที่สุด

เมื่อสองร้อยกว่าปีที่ผ่านมาวิชาเศรษฐศาสตร์ได้ถือกำเนิดขึ้น หลักเศรษฐศาสตร์เรื่องหนึ่งได้นำเสนอกฎแห่งการลดน้อยถอยลงของความสุขความพอใจจากการบริโภค (Law of Diminishing Marginal Utility)[3] ว่าความสุขความพอใจที่ได้เพิ่มขึ้นจากการบริโภคของชิ้นแรกๆจะสูงมาก ต่อมาความสุขความพอใจที่ได้เพิ่มขึ้นจากการบริโภคของชิ้นถัดๆมาจะลดลง หลังจากนั้นหากยังดันทุรังจะบริโภคต่อไปนอกจากจะไม่ทำให้ความสุขความพอใจเพิ่มขึ้นแล้ว ยังให้ความทุกข์กับผู้บริโภคอีกด้วย

สมมติว่าเราเหนื่อยและหิวมาจากการทำงานทั้งวัน กลับมาบ้านสั่งพิซซ่าถาดยักษ์มาหนึ่งถาด พิซซ่าที่สั่งมาเป็นหน้าเปปเปอโรนีชนิดที่มีชีสเยิ้มๆ แป้งพิซซ่าเป็นแบบหนานุ่ม และมีขอบสอดไส้ชีสอีกที กลิ่นพิซซ่าถาดนี้ช่างหอมยั่วยวนนัก เมื่อเริ่มทานพิิซซ่าชิ้นแรก ลิ้นได้สัมผัสกับรสชาติเค็มๆ มันๆ กลมกล่อมของชีส แป้ง และเปปเปอโรนี ที่ผสมกันได้อย่างเหมาะเจาะพอดี เมื่อพิซซ่าตกถึงท้อง ความหิวที่แสนจะทรมานก่อนหน้านี้ก็ได้บรรเทาลง หมดชิ้นแรกแล้วช่างรู้สึกดีจริงๆ พิซซ่าชิ้นนี้ให้ความสุขความพอใจกับผู้รับประทานมากนัก เหลือบมองไปในถาดพิซซ่าชิ้นอื่นๆที่ยังวางอยู่ดูเหมือนจะเชื้อเชิญให้หยิบชิ้นที่สองขึ้นมา พิซซ่าชิ้นที่สองนี้แม้จะมีความนุ่ม ปริมาณชีส และจำนวนเปปเปอโรนีพอๆกับชิ้นแรก แต่ความอร่อย และความกลมกล่อมที่รู้สึกได้จากการรับประทานดูจะไม่มากเท่า ความหิวที่เดิมเคยมีอยู่ดูจะเริ่มหมดไปแล้ว หากแต่ว่ามือยังเอื้อมไปหยิบพิซซ่าชิ้นที่สามขึ้นมาทานต่อ ท้องเริ่มอิ่มและเริ่มทรมาน แต่ด้วยความเสียดายทำให้ยังคงหยิบพิซซ่าชิ้นที่สี่ขึ้นมาดันทุรังทานต่อไป เกิดอาการปวดท้องแทบจะอาเจียน พิซซ่าชิ้นที่สี่นี้ นอกจากจะไม่ทำให้ได้รับความสุขความพอใจแล้วยังให้ความทุกข์อีกด้วย

20120221-193924.jpg

นักเศรษฐศาสตร์ได้กำหนดให้ความสุขความพอใจจากการบริโภคนี้สามารถวัดค่าเป็นตัวเลขได้ ดังนั้นจึงสามารถมีค่ามากหรือน้อยได้ มีค่าเพิ่มขึ้นหรือลดลงได้ และสามารถเปรียบเทียบกันได้ เมื่อสังเกตจากตัวอย่างของการรับประทานพิซซ่าจะเห็นได้ว่า ความสุขความพอใจจากการบริโภคนั้นเพิ่มขึ้นในอัตราที่ลดลง และเมื่อผ่านจุดๆหนึ่งไปความสุขความพอใจจากการบริโภคนี้จะลดลง

หากจะให้สมมติตัวเลขจะขอสมมติว่าความสุขความพอใจเริ่มต้นจากศูนย์เมื่อยังไม่ได้รับประทาน หลังทานพิซซ่าชิ้นแรกความสุขความพอใจเพิ่มขึ้นมา 4 หน่วย (รวมเป็น 4 หน่วย) เมื่อทานพิซซ่าชิ้นที่สองความสุขความพอใจเพิ่มขึ้นมาอีก 2 หน่วย (รวมเป็น 6 หน่วย) สังเกตได้ว่าความสุขความพอใจจากการทานพิซซ่าสองชิ้นแรกนี้นั้นเพิ่มขึ้น (จากศูนย์เป็น 4 หน่วย และ จาก 4 เป็น 6 หน่วย) แต่ในอัตราที่ลดลง (เพิ่ม 4 หน่วยสำหรับชิ้นแรก และ เพิ่ม 2 หน่วยสำหรับชิ้นที่สอง) เมื่อผ่านชิ้นที่สองไป ความสุขความพอใจจากการทานพิซซ่าจะลดลง โดยหลังทานพิซซ่าชิ้นที่สามความสุขความพอใจลดลง 1 หน่วย (รวมเป็น 5 หน่วย) และหลังทานพิซซ่าชิ้นที่สี่ความสุขความพอใจลดลง 2 หน่วย (รวมเป็น 3 หน่วย) โดยปกติแล้วกฎแห่งการลดน้อยถอยลงของความสุขความพอจากการบริโภคนี้จะถูกอธิบายด้วยกราฟโค้งคว่ำ (ดังที่แสดงให้เห็นด้านล่าง) โดยมีแกนตั้งเป็นค่าความสุขความพอใจที่ได้จากการบริโภค และมีแกนนอนเป็นหน่วยบริโภคซึ่งในที่นี้คือจำนวนชิ้นของพิซซ่า

สังเกตได้ไหมคะว่าค่าความสุขความพอใจไม่ได้มีค่ามากที่สุดเมื่อบริโภคน้อยๆ และไม่ได้มีค่ามากที่สุดเมื่อบริโภคมากๆ หากแต่ว่าค่าความสุขความพอใจจะมีค่าสูงที่สุดเมื่อบริโภคแต่พอดี (ในที่นี้คือสองชิ้น) อ่านข้อสรุปของหลักเศรษฐศาสตร์ข้อนี้แล้วคลับคล้ายคลับคลาไหมว่าเคยได้ยินเรื่องนี้มาจากที่ใด

น่าแปลกใจและดีใจที่หลักการกินอยู่แต่พอดีตามแนวพุทธ สามารถถูกอธิบายโดยกราฟและสมการตัวเลขที่เชื่อมโยงมาจากกฎแห่งการลดน้อยถอยลงของความสุขความพอใจจากการบริโภค ตามหลักวิชาเศรษฐศาสตร์ได้ เหมือนกับว่าเหตุการณ์นี้จะยํ้าให้คิดถึงความจริงและความเหมาะสมของการใช้หลักทางสายกลางในการดำเนินชีวิต ลองมองสังคมปัจจุบันก็จะเห็นได้ว่า มนุษย์มีความสุดโต่งและขัดแย้งกันอยู่ในหลายด้าน ชีวิตคนจนก็ดูแร้นแค้นยากลำบาก ชีวิตคนรวยก็ดูเยอะจนวุ่นวาย คนบางกลุ่มก็มีแนวคิดที่ตึงเครียดและก้าวร้าว คนบางกลุ่มก็สบายจนขาดวินัย ดูเหมือนว่าใครๆก็กำลังทุกข์จากความไม่พอดี อย่างไรก็ตามเราโชคดีที่เราสามารถเลือกได้ว่าเราจะดำเนินชีวิตแบบใด เราอยากจะเยอะ เราอยากจะน้อย หรือเราอยากจะพอดี เราอยากจะเป็นผู้ตามของค่านิยมแย่ๆ หรือเราอยากจะเป็นผู้นำของค่านิยมดีๆ อยากฝากไว้ให้คิดว่าค่านิยมแบบไหนและพฤติกรรมแบบใดที่น่าจะทำให้ประเทศของเราเติบโตได้อย่างงดงาม มั่นคง และกำลังดี

…หวังว่าสังคมไทยจะโชคดีที่มีคนอย่างพวกเรา…

 

Written by Dr. Ploy (21 Feb 2012)

All suggestions and comments are welcome!

www.facebook.com/RationallyInteresting

RationallyInteresting@hotmail.com


[1] จริงๆแล้วดิฉันหมายถึง Diminishing Marginal Utility (Consumer Side) แต่ตัดสินใจใช้คำว่า Diminishing Return ในชื่อเรื่อง เพราะคิดว่าน่าจะทำให้ผู้ที่ไม่มีพื้นฐานทางเศรษฐศาสตร์เข้าใจได้ง่ายกว่า เมื่ออ่านชื่อเรื่องในครั้งแรก

[2] โดยเน้นเรื่องการกินอยู่แต่พอดีในด้านการบริโภค

[3] โดยปกติแล้วคำว่า Utility จะถูกแปลเป็นภาษาไทยว่า อรรถประโยชน์ และคำว่า Diminishing Marginal Utility จะถูกแปลเป็นภาษาไทยว่า การลดน้อยถอยลงของอรรถประโยชน์หน่วยสุดท้าย แต่เพื่อความเข้าใจง่ายจะขอแปล Utility ว่าความสุขความพอใจ และจะขอแปล Diminishing Marginal Utility ว่าการลดน้อยถอยลงของความสุขความพอใจจากการบริโภค แล้วจะอธิบายให้เข้าใจอย่างถูกต้องในตัวเนื้อหาต่อไป