Underemployment 101

Labor Economics, Society

ตีพิมพ์ครั้งแรก: กรุงเทพธุรกิจ วันที่ 3 พ.ค. 2559

อัตราว่างงาน (Unemployment Rate) ล่าสุดที่เพิ่งออกมาของเดือนมีนาคม 2559 อยู่ที่ 1.04% ตัวเลขนี้บอกอะไร?  การที่อัตราว่างงานของประเทศต่ำนั้นแปลว่า ‘ดี’ จริงหรือไม่?  อยากจะชวนท่านผู้อ่าน มาถกกันในบทความนี้ค่ะ

การที่คนจะถูกจัดว่าเป็นคน ‘ว่างงาน’ ได้ คนๆนั้นจะต้อง (i) ไม่มีงานทำ แต่ (ii) กำลังหางาน หรือพร้อมจะทำงาน (ทั้ง (i) และ (ii) ต้องจริง จึงจะจัดว่าเป็น ‘ผู้ว่างงาน’ ได้) เพราะฉะนั้นคนไม่มีงานทำ แต่ไม่ได้ต้องการจะหางานหรือไม่พร้อมจะทำงาน ก็ไม่ถือว่าเป็น ‘ผู้ว่างงาน’  คนจบปริญญาเอก แต่หางานที่ต้องใช้ทักษะตรงกับระดับที่เรียนจบมาไม่ได้ ต้องมาขายล๊อตเตอรี่ก็ไม่ถือว่าเป็น ‘ผู้ว่างงาน’  คนอยากทำงานเต็มเวลาแต่ไม่สามารถหาได้ต้องมารับงานชั่วคราว ก็ไม่ถือว่าเป็น ‘ผู้ว่างงาน’  เพราะฉะนั้นการที่ประเทศไทยมี ‘ผู้ว่างงาน’ จำนวนน้อย หรือมีอัตราว่างงานต่ำ นั้นไม่ได้หมายความว่า สถานการณ์ของตลาดแรงงานของประเทศนั้นจะ ‘ดี’ เสมอไป

การที่จะเข้าใจตลาดแรงงานของประเทศไทยได้ หากดูเพียงอัตราการว่างงานเพียงอย่างเดียว จะไม่สามารถทำให้เรามองเห็นสภาพตลาดแรงงานและปัญหาที่แท้จริงของตลาดแรงงานของประเทศได้ เราควรจะต้องทำความเข้าใจเรื่องของการทำงานต่ำกว่าระดับ (Underemployment) ซึ่งบอกถึงการทำงาน ไม่เต็มประสิทธิภาพของแรงงานด้วย  โดยองค์การแรงงานระหว่างประเทศ (International Labour Organization หรือ ILO) ให้คำจำกัดความของ Underemployment ไว้โดยแบ่งออกเป็น 2 ลักษณะ ดังนี้คือ

1) Time-related Underemployment (การทำงานต่ำกว่าระดับด้านเวลา) หมายถึงผู้ที่ทำงาน ต่ำกว่าระดับเวลาที่เหมาะสมและผู้นั้นมีเวลาเหลือและต้องการที่จะทำงานเพิ่ม  โดย ILO ไม่ได้กำหนด ว่าระดับเวลาที่เหมาะสมคือเท่าไหร่  แต่สำนักงานสถิติแห่งชาติ (ประเทศไทย) ได้ให้คำจำกัดความของ ผู้ทำงานต่ำกว่าระดับประเภทนี้ว่าเป็นผู้ที่ทำงานน้อยกว่า 35 ชั่วโมงต่อสัปดาห์และต้องการจะทำงานเพิ่ม  และกำหนดให้อัตราการทำงานต่ำกว่าระดับประเภทนี้ (Time-related Underemployment Rate) สามารถคำนวณได้จาก จำนวนผู้ทำงานต่ำระดับหารด้วยจำนวนผู้มีงานทำทั้งหมด

โดยอัตราการทำงานต่ำกว่าระดับประเภทนี้ของประเทศไทยในเดือนมีนาคม 2559 (ล่าสุด) แม้จะอยู่ที่เพียง 0.7% แต่มีผู้ที่ทำงานน้อยกว่า 35 ชั่วโมงต่อสัปดาห์อยู่ถึง 14.28% ของผู้มีงานทำทั้งหมด แปลว่าผู้ที่ทำงานน้อยชั่วโมงส่วนใหญ่เป็นพวกทำงานไม่เต็มเวลาแบบสมัครใจ  คือทำงานน้อยชั่วโมง แต่ไม่ได้ต้องการหรือพร้อมที่จะทำงานเพิ่ม  โดยจริงๆแล้วอาจมีความเป็นไปได้ว่าความไม่ต้องการ ที่จะทำงานเพิ่ม อาจเกิดจากความเข้าใจว่าไม่มีงานที่เหมาะสมหรือไม่คิดว่าจะหางานเพิ่มได้ก็เป็นได้

2) Inadequate Employment Situations (การทำงานต่ำกว่าระดับด้านสถานการณ์การทำงาน) โดยส่วนใหญ่แล้วจะหมายถึง (i) ผู้ที่ทำงานต่ำกว่าระดับด้านความรู้ความสามารถ คือทำงานที่ใช้ความรู้ ความสามารถต่ำกว่าระดับความรู้ความสามารถที่ตนเองมี หรือ (ii) ผู้ที่ทำงานต่ำกว่าระดับด้านรายได้ คือ ทำงานที่ได้รับรายได้ต่ำกว่าที่ควรจะได้  โดยผู้ที่ทำงานต่ำกว่าระดับด้านสถานการณ์การทำงานนี้ต้องการ ที่จะหางานที่ดีขึ้นกว่าที่ทำอยู่แต่ไม่สามารถหาได้

โดยการทำงานต่ำกว่าระดับประเภทนี้ไม่ได้มีนิยามที่เป็นทางการว่าจะวัดค่าได้อย่างไร และอาจวัดไม่ได้ง่ายจากข้อมูลโดยตรงเหมือนกับกรณีผู้ทำงานต่ำกว่าระดับด้านเวลา  หากจะมองว่า การทำงานต่ำกว่าระดับด้านความรู้ความสามารถ คือการที่คนรับทำงานที่ต่ำกว่าวุฒิการศึกษาที่จบมา หรือมีความไม่สอดคล้องของการศึกษาในแนวดิ่ง (Vertical Education Mismatch) พิริยะ ผลพิรุฬ และคณะ (2557) คำนวณไว้ว่าในปี 2551 มีจำนวนผู้มีความไม่สอดคล้องของการศึกษาในแนวดิ่งถึง 35.97% ของจำนวนแรงงาน

นอกเหนือจากเรื่องของ Underemployment แล้ว เรายังควรต้องเข้าใจเรื่องของแรงงานนอกระบบ (Informal Sector) ซึ่งเป็นแรงงานที่ไม่ได้รับการคุ้มครองจากกฎหมายแรงงาน มีรายได้ไม่แน่นอน และไม่มีสวัสดิการใดๆ เช่น แรงงานในภาคการเกษตร ผู้รับจ้างทำงานชั่วคราว ผู้ประกอบอาชีพอิสระ แม้คนเหล่านี้จะถูกจัดว่าเป็น ‘ผู้มีงานทำ’ แต่ไม่ได้หมายความว่าแรงงานเหล่านี้มีจะสถานภาพการทำงาน หรือคุณภาพชีวิตที่ ‘ดี’

เพราะฉะนั้นการวิเคราะห์ตลาดแรงงานของประเทศไทยโดยมองเพียงอัตราว่างงาน เพียงอย่างเดียวอาจเป็นการมองที่ผิวเผินจนเกินไป การที่จะเข้าใจสถานภาพตลาดแรงงาน และปัญหาที่แท้จริงได้ควรจะต้องพิจารณาหลายๆปัจจัยประกอบกัน

 

อ้างอิง:

(1) สำนักงานสถิติแห่งชาติ (2559) สรุปผลการสำรวจภาวะการทำงานของประชากร (เดือน มี.ค. 2559)

(2) http://www.ilo.org/global/statistics-and-databases/statistics-overview-and-topics/underemployment/current-guidelines/lang–en/index.htm

(3) พิริยะ ผลพิรุฬ และคณะ (2557) การพัฒนาระบบการศึกษาอาชีพและการเรียนรู้นอกระบบเพื่อสร้าง ระบบการเรียนรู้ตลอดชีวิตของประเทศไทย

ทุนมนุษย์แห่งโลกอนาคต

Digital Economy, Labor Economics, Society

ตีพิมพ์ครั้งแรก: กรุงเทพธุรกิจ วันที่ 28 มี.ค. 2559

ช่วงนี้คนคุยกันหนาหูเรื่องของการเข้าสู่การปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งที่ 4 (Industry 4.0) ของโลกเรา ในอนาคตข้างหน้านี้  หากการปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งที่ 4 เกิดขึ้นจริงในเวลาไม่ถึง 20 ปีข้างหน้า ตามที่รัฐบาลเยอรมันคาดการณ์ไว้ (รัฐบาลเยอรมันคาดการณ์ไว้เมื่อปี 2013 ว่า Industry 4.0 จะเกิดขึ้นภายใน 20 ปีหลังจากตอนนั้น – แต่ก็มีนักวิเคราะห์คนอื่นๆที่บอกว่ามันอาจจะเกิดขึ้นเร็วกว่านั้น)  เด็กที่เกิดใหม่ในช่วงเวลานี้ (รวมถึงตั้งแต่ 3-4 ปีก่อนหน้านี้) จะจบปริญญาตรีออกมาทำงาน ในยุคแห่งการเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่นี้พอดี

ทำอย่างไรเด็กของเราจึงจะพร้อมรับมือกับโลกอนาคต?

Industry 4.0 เป็นยุคของ Cyber-Physical Systems, Internet of Things, และ Big Data – หากให้ยกตัวอย่างแบบที่เห็นภาพได้  ให้ลองนึกถึงโรงงานที่อุปกรณ์ต่างๆเชื่อมต่อกันทั้งหมดแบบไร้สาย (Internet of Things) อุปกรณ์ต่างๆเหล่านี้มี Sensor ที่ทำให้อุปกรณ์แต่ละชนิดสามารถสื่อสาร และทำงานร่วมกันได้เอง (Cyber-Physical Systems) ในกระบวนการของการผลิต  นอกจากนี้ข้อมูลการทำงานและการสื่อสารของอุปกรณ์ต่างๆ (Big Data) จะสามารถถูกเก็บแล้วนำมาวิเคราะห์ประมวลผล เพื่อเลือกนำข้อมูลที่มีประโยชน์มาใช้ในการตัดสินใจ เรื่องสำคัญต่างๆ (เช่น การซ่อมแซม, การเปลี่ยนอุปกรณ์, การพัฒนาระบบการผลิต ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น)

ดังนั้นอย่างน้อยที่สุด เด็กรุ่นนี้จะต้องมีความรู้พื้นฐานด้าน IT และ Programming โดยเด็กอาจไม่ได้เติบโตไปเพื่อเป็น Programmer แต่การเข้าใจหลักการ จะทำให้เขาสามารถมองเห็นภาพได้ว่าระบบต่างๆรอบตัวเขาทำงานอย่างไร  รวมถึงทำให้เขามีพื้นฐานพอที่จะก้าวทันโลกอนาคต ที่มีแนวโน้มจะถูกขับเคลื่อนโดย Technology ใหม่ๆ ได้ง่ายขึ้น

เด็กรุ่นนี้ควรถูกหัดให้ปรับตัวได้เร็ว  ก้าวทันละก้าวได้เร็วกว่า Technology ที่เปลี่ยนแปลง  เนื่องจาก Technology สมัยใหม่นี้จะมาแทนที่การทำงานหลายอย่างของมนุษย์  หลายฝ่ายเริ่มเป็นกังวล ว่าต่อไปมนุษย์จะตกงาน  แต่จริงๆแล้วหากมนุษย์ปรับตัวให้อยู่เหนือ Technology ได้ มนุษย์จะมอง Technology เป็นเครื่องทุ่นแรงทุ่นเวลา เพื่อให้มนุษย์ได้มีเวลาเหลือไปทำสิ่งอื่นๆที่เครื่องจักรทำไม่ได้ เช่น พัฒนาเครื่องจักรให้ทุ่นแรงได้มากขึ้นไปอีก หรือสร้างนวัตกรรมประเภทอื่นๆขึ้นมา  ลองนึกภาพม้าพยศที่มีกำลังแรงกล้ามาก หากเราชักช้าไร้ไหวพริบอาจถูกม้าเตะทำให้หกล้มบาดเจ็บ แต่หากเราสามารถหาทางปีนขึ้นไปขี่และควบคุมม้าตัวนั้นได้ ก็จะใช้ประโยชน์จากม้าแรงเยอะนั้นได้มาก

สุดท้ายที่ขาดไม่ได้คือเด็กรุ่นนี้ต้องมีความคิดสร้างสรรค์ และหมั่นพัฒนาตัวเองได้อยู่เสมอ แสวงหาความรู้ใหม่ได้เองโดยไม่ต้องรอให้ใครมาป้อน เปรียบเหมือน Software ที่ Upgrade ตัวเองได้เองแบบ Automatic

การสร้างทุนมนุษย์สำหรับโลกอนาคต เป็นการมอง Trend ในอนาคต แล้วมาปรับภาคการศึกษา ให้ตอบโจทย์ความต้องการที่จะเกิดขึ้นในอนาคต หากการปฏิรูปการศึกษาแบบทั้งระบบทำได้ช้า อาจจะต้องเริ่มที่คนที่พอจะทำได้ก่อน เช่น ครูบาอาจารย์ พ่อแม่ผู้ปกครอง บางท่าน หรือ บางโรงเรียน บางชุมชน

ยุคของ Industry 4.0 เป็นยุคของคนประเภท Technology-savvy, มีความสามารถในการปรับตัวได้เร็ว,

และมีความคิดสร้างสรรค์  หากเด็กที่เกิดในวันนี้ไม่ได้ถูกหัดให้มีทักษะเหล่านี้ ในภายภาคหน้าเราจะไม่มีทุนมนุษย์ที่สามารถตอบโจทย์ Industry 4.0 ได้

Generation ไทย (Gen Thai)

Buddhism, Happiness, Labor Economics, Society

ตีพิมพ์ครั้งแรก: กรุงเทพธุรกิจ วันที่ 3 ธ.ค. 2558

สังคมเราทุกวันนี้ เป็นการอยู่ร่วมกันของคนหลากหลาย Generations ทั้ง Baby Boomers, Gen X, Gen Y และ Gen Z   โดยแต่ละ Gen เกิดและเติบโตมาในช่วงเวลาที่ต่างกัน วิถีชีวิตวัฒนธรรมในแต่ละช่วงเวลา ก็ต่างกัน ทำให้คนแต่ละ Gen มีนิสัยและอะไรๆที่ต่างกันในหลายเรื่อง แต่ต้องมาอยู่ในสังคมเดียวกัน

ในทางเศรษฐศาสตร์ มีแบบจำลองที่น่าสนใจชื่อ Overlapping Generations Model (OLG Model)[1] ซึ่งรูปลักษณะของแบบจำลองจะเน้นไปในเรื่องความสัมพันธ์ของคนต่าง Generations ที่อยู่ร่วมกันในระบบเศรษฐกิจ (Economy)  โดยในช่วงเวลาหนึ่งๆ (เวลา t) จะมีคนต่างรุ่น (เกิดไม่พร้อมกัน) อาศัยอยู่  คนแต่ละรุ่นก็ทำหน้าที่ของตนเอง  มีการจัดสรร ซื้อขายแลกเปลี่ยน เก็บออม ‘สินค้า’ ที่มีอยู่ในระบบ   พอเวลาผ่านไป (เวลา t+1) คนรุ่นที่แก่ที่สุดก็จะตายจากไป คนอายุรุ่นถัดๆมาก็จะอายุมากขึ้น  แล้วก็จะมีคนกลุ่มใหม่เกิดขึ้น และเข้ามาอาศัยร่วมกับคน Gen อื่นๆ ที่อยู่กันมาก่อนหน้าแล้ว  โดย OLG Model ในยุคแรกๆนี้ จำกัดให้คนแต่ละรุ่นที่ยังมีชีวิตอยู่ เลือกตัดสินใจ ในพฤติกรรมต่างๆ โดยคำนึงถึงความสุขความพอใจ (Utility) ของตนเอง  และมีความสุขจากการบริโภค ของตนเองเพียงอย่างเดียวเท่านั้น โดยไม่คำนึงถึงคนอื่น

OLG Model ในยุคต่อมาได้ถูกพัฒนาให้สามารถเพิ่ม ‘ความไม่เห็นแก่ตัว’ (Altruism) เข้ามาในแบบจำลองได้[2]  โดยความน่ารักของ OLG Model ในยุคนี้คือ การที่คนแต่ละรุ่นที่ยังมีชีวิตอยู่ ถูกกำหนดให้เลือกตัดสินใจในพฤติกรรมต่างๆ โดยไม่ได้คำนึงถึงความสุขความพอใจ (Utility) ของตนเอง เท่านั้น แต่ยังคำนึงความสุขความพอใจของคนรุ่นต่อๆมาด้วย  โดยมีความสุขจากการที่เห็นคนรุ่นหลัง มีความสุขด้วย   และคนรุ่นก่อนหน้าสามารถเลือกที่จะ ‘เมตตา’ คนรุ่นต่อๆมา โดยการให้ ‘สิ่งที่มีค่า’ (Bequests) ทิ้งไว้กับคนรุ่นหลังได้ด้วย

มองกลับมาที่ชีวิตจริง คนเราเลือกเกิด (หรือเลือกไม่เกิด) ไม่ได้  และเลือกที่จะหนีความตายไม่ได้ สิ่งเดียวที่คนเราเลือกได้ คือเลือกว่าเราจะทำอะไรบ้างในช่วงที่เรามีชีวิตอยู่   เราสามารถเลือก ที่จะมีความสุขจากการซื้อหาและบริโภคสิ่งของต่างๆที่เราอยากได้   หรือเราสามารถเลือกที่จะมีความสุข จากการได้เห็นคนอื่นมีความสุข และจากการที่ได้มีส่วนร่วมทำให้สังคมดีขึ้น

มันคงจะไม่ได้ผิดถ้าเราเลือกอยากวิ่งไขว่คว้าในสิ่งที่เราอยากได้   แต่เคยสังเกตไหม อยากได้อะไรๆ เมื่อได้มาแล้วก็รู้สึกพอใจได้เพียงสักครู่หนึ่ง อีกไม่นานก็อยากได้อย่างอื่นอีก แล้วก็จะอยากได้ไปอีกเรื่อยๆ ไม่จบไม่สิ้น เมื่อไม่ได้สิ่งเหล่านั้นมาก็มักจะเป็นทุกข์ ทุกข์จากความไม่พอ

ในทางกลับกัน  เคยรู้สึกดีๆบ้างไหมเมื่อได้ทำสิ่งดีๆเล็กๆน้อยๆให้กับคนอื่นโดยไม่หวังอะไร   เคยรู้สึกดีๆบ้างไหมเมื่อได้มีส่วนร่วมในอะไรสักอย่างที่ทำให้สังคมดีขึ้นหรือทำให้ชีวิตของใครดีขึ้น   สุขแบบนี้เป็นสุขแบบสบายๆ หาได้ง่ายๆโดยไม่ต้องใช้เงินทอง เป็นความสุขที่เกิดจากการให้ เป็นความสุขที่เกิดจากความเมตตา

หากคนทุกๆ Generations เลือกที่จะมีความสุขจากการให้ มากกว่าเลือกที่จะมีความสุขจากการได้รับ   การอยู่ร่วมกันของคนต่าง Gen  หรือแม้แต่คน Gen เดียวกัน ที่คิดไม่เหมือนกัน ก็คงจะราบรื่นขึ้น  แม้ปัญหาหลายๆอย่างของประเทศเราคงต้องใช้เวลาอีกหลาย Generations ในการแก้ไข แต่หากคนส่วนใหญ่ของประเทศอยู่กันอย่างไม่เห็นแก่ตัว เอาใจเขามาใส่ใจเรา คำนึงถึงประโยชน์ส่วนรวม มากกว่าประโยชน์ส่วนตน ประเทศเราก็น่าจะพอมีหวัง

เรามาช่วยกันสร้างค่านิยมความเป็น ‘Generation ไทย’ คือ การเป็นคนไทยที่ไม่เห็นแก่ตัว รักชาติและเห็นแก่ประโยชน์ของประเทศชาติเป็นที่ตั้ง  มีความต้องการจะอยู่ร่วมกับคนไทยด้วยกัน ที่อาจคิดไม่เหมือนกัน ได้อย่างสงบสุข  ต้องการจะเห็นประเทศไทยเจริญก้าวหน้า และต้องการช่วยสร้างคนรุ่นใหม่ที่เก่งและดีที่จะเป็นอนาคตของประเทศชาติต่อไป

เราอยากเห็นอนาคตประเทศไทยเป็นแบบไหนไม่ได้มีใครบังคับ  และเราทุกคน ทุก Generations สามารถเลือกได้ตั้งแต่วันนี้

[1] Allais (1947), Samuelson (1958), Diamond (1965)

[2] Barro (1974), Weil (1987)

ผู้หญิงไทยในบริบทใหม่ (New Normal)

Gender Economics, Labor Economics, Society

ตีพิมพ์ครั้งแรก: กรุงเทพธุรกิจ วันที่ 2 พ.ย. 2558

ในช่วงปีนี้ เรื่องของเศรษฐกิจไทยภายใต้บริบทใหม่ (New Normal) เป็นที่พูดถึงกันมากในสังคม นักเศรษฐศาสตร์    กล่าวโดยสรุปคือการเปลี่ยนแปลงของปัจจัยทั้งภายในและภายนอกประเทศหลายเรื่อง ทำให้เศรษฐกิจไทยไม่เหมือนเดิม และความไม่เหมือนเดิมนี้จะมีแนวโน้มต่อเนื่อง จนเราต้องยอมรับว่ามัน คือความปกติ ‘ใหม่’ ที่เกิดขึ้น    โดยท่านอดีตผู้ว่าการธนาคาร แห่งประเทศไทย ได้สรุปเรื่อง New Normal ของเศรษฐกิจไทยว่า เป็นเรื่องของเศรษฐกิจ ที่โตช้าลง การค้าต่างประเทศที่ชะลอตัวลง อัตราเงินเฟ้อที่ ต่ำลง ระบบการเงินโลกที่มีความ เชื่อมโยงมากขึ้น และสัดส่วนของผู้สูงอายุที่มากขึ้น[1]

อย่างไรก็ดี ในช่วงเวลาที่ผ่านมา นอกเหนือจากเรื่องเศรษฐกิจแล้ว อาจยังมีเรื่องอื่นๆอีก ที่เปลี่ยนแปลงไป จนน่าจะยอมรับได้ว่าเป็นเรื่องความปกติ ‘ใหม่’ เช่นกัน หนึ่งในนั้นคือ คุณลักษณะของผู้หญิงไทยที่เปลี่ยน แปลงไป

ผู้หญิงไทยภายใต้บริบทใหม่ (New Normal) เป็นอย่างไร จะขอสรุปให้ดังนี้ค่ะ…

  • ผู้หญิงไทยมีการศึกษามากขึ้น

ในช่วงเวลาที่ผ่านมา อัตราการอ่านออกเขียนได้ (Literacy Rate) ของผู้หญิงที่เคยต่ำว่าผู้ชาย ได้เพิ่มขึ้น จนเท่ากัน (96.4%) ในปี 2010[2]  นอกจากนี้อัตราการเข้าเรียนระดับอุดมศึกษา ของผู้หญิง (% Tertiary Enrollment) ยังสูงกว่าผู้ชายอีกด้วย[3]  การที่ผู้หญิงมีการศึกษามากขึ้น ทำให้ผู้หญิงสามารถสร้างรายได้ และเลี้ยงดูตัวเองได้  ความจำเป็นที่ผู้หญิงต้องแต่งงาน เพื่อให้มีความอยู่รอดทางเศรษฐกิจมีน้อยลง

  • ผู้หญิงไทยแต่งงานช้าลงและครองตัวเป็นโสดมากขึ้น

ในอดีตที่ผ่านมาเรามักมีค่านิยมที่ว่าผู้หญิงควรทำหน้าที่ในครัวเรือน ส่วนผู้ชายทำหน้าที่ หาเลี้ยงครอบครัว แม้แต่นักเศรษฐศาสตร์ราางวัลโนเบลอย่าง Gary Becker ยังเคยเขียน ทฤษฎีการแต่งงาน (Theory of Marriage) ว่าผู้ชายกับผู้หญิงที่แต่งงานกันควรแบ่งงานกันทำ ในครอบครัว โดยให้ผู้หญิง specialize ในงานด้านครัวเรือน และให้ผู้ชาย specialize ในงาน นอกบ้านที่ได้รายได้  ซึ่งวิธีนี้จะทำให้ครอบครัว ได้ประโยชน์มากที่สุด[4],[5]  อย่างไรก็ดีค่านิยมนี้ กำลังค่อยๆเปลี่ยนแปลงไป ปัจจุบันผู้หญิงไทย เริ่มแต่งงานช้าลงหรือไม่แต่งเลย  โดยในปี 1970 อัตราส่วนของผู้หญิงอายุ 40-44 ที่เป็นโสดมีเพียง 3.9% แต่ในปี 2010 อัตราส่วนนี้ เพิ่มขึ้นเป็น 10.6%[6] (จริงๆ Trend การแต่งงานช้าหรือการไม่แต่งงานของผู้หญิง ไม่ได้เกิดขึ้น แค่ในเมืองไทย แต่เป็นTrend ที่เกิดขึ้นทั้งใน East Asia และ Southeast Asia)[7]

  • ผู้หญิงไทยมีลูกน้อยลง

ปัจจุบันอัตราการเจริญพันธุ์ (Fertility Rate) ของผู้หญิงไทยลดลงมาก จากที่เคยสูงถึง 6.1 ในปี 1960 (หมายถึง โดยเฉลี่ยแล้ว ผู้หญิง 1 คนจะมีลูกได้ 6.1 คน) ลดลงมาเป็น 1.4 ในปี 2013[8]  การที่ผู้หญิงมีลูกน้อยลงนี้ เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ประเทศไทยก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัย (Aging Society) เกิดปัญหาการขาดแคลนแรงงาน รวมไปถึงการที่ประเทศจะมีประชากรที่ลดลงในอนาคตอีกด้วย

คำถามที่น่าสนใจก็คือ เมื่อเรารู้แล้วว่า New Normal ของผู้หญิงไทยเป็นแบบนี้  เราจะเอาประโยชน์ จากความรู้นี้มาทำอะไรได้บ้าง    ถ้ามองในด้านทางธุรกิจ ก็คงจะมองได้ว่าผู้หญิงไทยแบบใหม่นี้ จะต้องการสินค้าและบริการประเภทไหนบ้าง    ถ้ามองในด้านนโยบาย คงจะมองได้ว่าทำอย่างไร จะชักชวนให้ผู้หญิงไทยแบบใหม่นี้จะมีส่วนมาช่วยแก้ปัญหาสังคมสูงวัย และแรงงานขาดแคลนนี้ได้  ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าชวนนำไปถกไปคิดต่อไป

เศรษฐกิจไทยได้เปลี่ยนไปแล้ว ผู้หญิงไทยก็เปลี่ยนไปด้วย…

หากเราสามารถปรับตัวและทำความเข้าใจกับสิ่งใหม่ๆที่เกิดขึ้นรอบตัวเราได้อย่างว่องไว ก็จะทำให้เราสามารถได้โอกาส อีกทั้งสามารถลดทอนหรือแก้ไขปัญหาที่จะเกิดขึ้นได้อย่างทันท่วงที

 

[1] คำกล่าวเปิดงาน ดร.ประสาร ไตรรัตน์วรกุล ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย “เศรษฐกิจไทยกับบริบทใหม่ทาง เศรษฐกิจ” งานสัมมนาวิชาการธนาคารแห่งประเทศไทยประจำปี 2558 (วันที่ 17 กันยายน 2558)

(https://www.bot.or.th/Thai/PressandSpeeches/Speeches/Gov/SpeechGov_17Sep2015_Symposium2015OpeningRemarks.pdf).

[2] World Development Indicators 2015, World Bank (http://data.worldbank.org/country/thailand).

[3] Ibid (ข้อมูล % Tertiary Enrollment ของปี 2000-2013).

[4] Gary Becker (1973), “A Theory of Marriage,” The Journal of Political Economy.

[5] Gary Becker (1981), A Treatise on the Family, Harvard University Press.

[6] สำมะโนประชากรและเคหะ, สำนักสถิติแห่งชาติ.

[7] Gavin W. Jones (2005), “The “Flight from Marriage” in South-East and East Asia,” Journal of Comparative Family Studies.

[8] World Development Indicators 2015, World Bank (http://data.worldbank.org/country/thailand).

 

Womenomics 101

Gender Economics, Labor Economics

ตีพิมพ์ครั้งแรก: กรุงเทพธุกิจ วันที่ 30 ก.ย. 2558

ช่วงหลังๆนี้คนพูดกันบ่อยถึงคำว่า Womenomics (Women+Economics) คำๆนี้หมายความ ว่าอย่างไร มีที่มาอย่างไร และมีความน่าสนใจอย่างไร จะขอนำมาเล่าให้ฟังในบทความนี้

จริงๆการศึกษาเรื่องของ Gender Study ในเศรษฐศาสตร์ มีมานานแล้ว ส่วนมากมักจะศึกษา บทบาทของผู้หญิงในภาคครัวเรือน ภาคเศรษฐกิจ และภาคสังคม ในหลากหลายมิติ ซึ่งในประเทศพัฒนาแล้วหลายประเทศ จะสังเกตได้ถึงบทบาทของผู้หญิงที่เปลี่ยนไป โดยผู้หญิงมีความสำคัญมากขึ้นในเรื่องต่างๆ ที่มีผลต่อการพัฒนาที่ยั่งยืนของประเทศ

คำว่า Womenomics มักจะถูกใช้ให้หมายถึง Trend ของการที่ผู้หญิงเข้ามามีบทบาท ในเรื่องต่างๆมากขึ้น ทั้งด้านการบริโภค แรงงาน ธุรกิจ เศรษฐกิจ สังคม (แปลง่ายๆคือ Trend ผู้หญิง “เป็นใหญ่”) โดย Trend ของการเปลี่ยนแปลงนี้ ทำให้ผู้บริหารภาคส่วนต่างๆ (เจ้าของธุรกิจ ผู้ออกนโยบาย ผู้ออกกฎหมาย) หันมาทำความเข้าใจ และให้ความสำคัญ กับความต้องการและพฤติกรรมของผู้หญิงกันมากขึ้น เนื่องจากต้องการ ส่วนแบ่งตลาด หรือต้องการใช้ประโยชน์จากแรงงาน และความสามารถ ของผู้หญิง เพื่อให้เศรษฐกิจเติบโต

ผู้เขียนเข้าใจว่าคำว่า Womenomics เริ่มใช้เป็นที่รู้จักในครั้งแรก จากบทความ ของ Goldman Sachs เรื่อง Women-omics: Buy the Female Economy (August 1999)[1] ซึ่งพูดถึงการที่ ประเทศญี่ปุ่น ควรเริ่มหันมาสนใจ Consumer Demand ของผู้หญิง และการเพิ่มการใช้ แรงงานหญิง โดยหากผู้หญิงญี่ปุ่นออกมาทำงานนอกบ้าน พอๆกับผู้หญิง ในประเทศสหรัฐ อเมริกา GDP ของญี่ปุ่นจะสามารถโตขึ้นได้อีก 0.3% ต่อปี

หลังจากนั้นก็มีคนใช้คำนี้ในงานเขียนทั่วๆไป ที่ไม่ใช่งานวิชาการ เช่น บทความ ของนิตยสาร The Economist เรื่อง A Guide to Womenomics (12 April 2006) และหนังสือ Womenomics [Work Less, Achieve More, Live Better] ซึ่งตีพิมพ์ในปี 2009[2]

ส่วนผู้ที่ทำให้คำว่า Womenomics กลับมาเป็นที่รู้จักแพร่หลายอีกครั้ง ในยุคปัจจุบัน ก็คือนายกรัฐมนตรี Shinso Abe ของญี่ปุ่น ที่ประกาศ แก่ชาวโลกในที่ประชุมสมัชชา สหประชาชาติ ครั้งที่ 68 (26 September 2013) ว่า Womenomics จะเป็นส่วนประกอบ ที่สำคัญของการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศญี่ปุ่น โดยนายก Abe สัญญาว่าจะสนับสนุน ให้ผู้หญิงออกมาทำงานนอกบ้านมากขึ้น โดยการสร้างสังคมที่สนับสนุนให้ผู้หญิงสามารถ เติบโตและก้าวหน้าได้ในที่ทำงาน (“Create a society in which women shine”)[3]

Womenomics เป็นเรื่องที่น่าสนใจ โดยแม้ประเทศไทย อัตราการใช้แรงงาน (Labor Force Participation Rate) ของผู้หญิงจะไม่ได้ต่ำมากนักเมื่อเทียบกับประเทศอื่น (แต่ยังต่ำกว่า อัตราการใช้แรงงานของผู้ชาย) แต่ช่องว่างด้านรายได้ของชายและหญิง ยังคงมีอยู่ (แม้จะลดลง)[4] การสร้างสังคมที่สนับสนุนให้ผู้หญิงสามารถเติบโตและก้าวหน้าได้ในที่ทำงาน รวมถึงการให้ความสำคัญกับกฎหมายและนโยบายที่เกี่ยวข้องกับการคุ้มครอง และให้สิทธิความเท่าเทียมแก่ผู้หญิง จึงเป็นเรื่องที่น่าสนับสนุน เพราะสิ่งต่างๆเหล่านี้ จะสามารถเอื้อให้ผู้หญิงไทยได้มีส่วนช่วยในการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศไทยได้เช่นกัน

[1] Kathy Matsui, Hiromi Suzuki, and Yoko Ushio (1999), “Women-omics: Buy the Female Economy,” Goldman Sachs Japan Portfolio Strategy.

[2] Claire Shipman and Katty Kay (2009), “Womenomics [Work Less, Achieve More, Live Better],” HarperCollins Publishers.

[3] http://japan.kantei.go.jp/96_abe/statement/201309/26generaldebate_e.html

[4] Nakavachara, Voraprapa (2010) “Superior female education: Explaining the gender earnings gap trend in Thailand,” Journal of Asian Economics

หาก โรบินสัน ครูโซ มาติดเกาะที่มัลดีฟส์

Labor Economics, Travel

Robinson Crusoe’s Economy @Maldives

ท่านคงเคยได้ยินเรื่องราวของ โรบินสัน ครูโซ (Robinson Crusoe) [1] ใช่ไหมคะ โรบินสัน ครูโซ เป็นนิยายที่เขียนโดย แดเนียล ดีโฟ (Daniel Defoe) เกี่ยวกับนักเดินเรือชาวอังกฤษที่ต้องไปติดเกาะร้างกลางมหาสมุทรอยู่หลายปี โดยช่วงปีท้ายๆที่อยู่บนเกาะ โรบินสันได้ช่วยเหลือเด็กพื้นเมืองคนหนึ่งให้รอดชีวิตจากการถูกคนป่าฆ่าจับกินเป็นอาหาร เด็กคนนี้เลยมาใช้ชีวิตอยู่เป็นเพื่อนและผู้รับใช้ให้กับโรบินสัน โดยโรบินสันได้ตั้งชื่อเด็กคนนี้ว่า Friday เนื่องจากวันศุกร์เป็นวันที่โรบินสันเจอเด็กคนนี้นั่นเอง

รีสอร์ทที่ดิฉันไปพักที่มัลดีฟส์มีคอนเซปต์เก๋ไก๋อยู่ว่า แขกแต่ละกรุ๊ปที่ไปพักจะได้รับการจัดสรร “Mr. Friday” ให้หนึ่งคน โดย “Mr. Friday” ก็คือ บัตเลอร์ (Butler) ที่จะคอยดูแลความเรียบร้อยเรื่องที่พัก อาหาร และกิจกรรมต่างๆ ให้กับแขกของรีสอร์ทตลอดระยะเวลาที่อยู่บนเกาะ เมื่อเข้ามาในห้องพักแล้วทางรีสอร์ทยังมีหนังสือนิยาย โรบินสัน ครูโซ วางไว้ให้อ่านเล่นอีกด้วย ประมาณว่าคงอยากจะให้แขกที่มาพักรู้สึกอินกับบรรยากาศชาวเกาะท่ามกลางธรรมชาติ เหมือนกับตอนที่โรบินสัน มาติดเกาะร้างกลางทะเลฉันใดฉันนั้น (เพียงแต่ในการพักผ่อนของเราทางรีสอร์ทมีอุปกรณ์โน่นนี่ให้ใช้ ไม่ต้องลำบากจริงๆอย่างโรบินสัน)

 

One-Palm Island

ดิฉันเริ่มอินกับบรรยากาศชาวเกาะและเรื่องราวของโรบินสัน ด้วยความที่ดิฉันไม่ได้เป็นนักวรรณกรรมแต่เป็นนักเศรษฐศาสตร์ ทำให้ดิฉันไม่ได้นึกถึงผลงานต่างๆของ แดเนียล ดีโฟ แต่ดันไปนึกถึงเรื่องของระบบเศรษฐกิจแบบ โรบินสัน ครูโซ (Robinson Crusoe’s Economy)[2] ขึ้นมาแทน ยิ่งตอนที่ได้เห็น One-Palm Island (รูปข้างบน) แล้วรู้สึกตื่นเต้นมาก นึกถึงสมัยตอนเรียนเรื่องระบบเศรษฐกิจแบบ โรบินสัน ครูโซ ขึ้นมาทันที หากตอนที่ดิฉันเรียนอาจารย์มีรูปนี้ให้ดู ดิฉันคงเรียนเรื่องนี้ได้อย่าง “เห็นภาพ” มากขึ้นทีเดียว

 

นิยายเรื่อง Robinson Crusoe เขียนโดย Daniel Defoe ในปี 1719

 

โต๊ะนักเรียน 😉

ก่อนจะเล่าให้ฟังเรื่องระบบเศรษฐกิจแบบ โรบินสัน ครูโซ ขอเกริ่นก่อนว่า การอธิบายระบบเศรษฐกิจที่มีอยู่ในชีวิตจริงเป็นเรื่องยากและซับซ้อน การสอนวิชาเศรษฐศาสตร์ในห้องเรียนจึงมักเริ่มที่โมเดลของระบบเศรษฐกิจแบบที่ “ง่ายที่สุด” ก่อน คำว่า “ง่ายที่สุด” หมายถึง มีตัวละครน้อย มีชนิดของสินค้าน้อย มีทางเลือกในการตัดสินใจของตัวละครน้อย และข้อมูลหลายๆอย่างในเรื่องมักจะถูกกำหนดมาให้โดยไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ หลังจากที่นักเรียนเข้าใจระบบเศรษฐกิจแบบง่ายแล้ว โมเดลก็จะถูกทำให้ซับซ้อนมากขึ้น คือมีตัวละครมากขึ้น มีชนิดของสินค้ามากขึ้น มีทางเลือกในการตัดสินใจของตัวละครมากขึ้น และข้อมูลหลายๆอย่างในเรื่องจะสามารถถูกเปลี่ยนแปลงได้ เมื่อนักเรียนเก่งขึ้นอีกขั้นก็จะสามารถเอาโมเดลที่เรียนในห้องเรียนนี้ไปพัฒนาต่อเติมเองให้ซับซ้อนได้ยิ่งขึ้นอีก (วัตถุประสงค์ของการทำให้ซับซ้อนยิ่งขึ้นนี้ มิใช่ให้เอามาไว้ใช้อวดเพื่อนหรืออวดคนทั่วไปว่าฉันเก่งฉันฉลาด แต่เป็นการทำให้โมเดลสามารถอธิบายระบบเศรษฐกิจที่มีอยู่ในชีวิตจริงได้ใกล้เคียงยิ่งขึ้นค่ะ)

เรื่องของโรบินสัน (แบบง่ายที่สุด) มีอยู่ว่า โรบินสันมาติดเกาะร้าง เนื่องจากบนเกาะไม่มีใครและไม่มีอะไรนอกจากต้นมะพร้าว (โปรดดูรูป One-Palm Island ข้างบน – จริงๆต้นไม้ในรูปข้างบนคือต้นปาล์มแต่ดิฉันขอมั่วว่ามันคือต้นมะพร้าวเพื่อเอามาใช้เล่าเรื่องนี้ก่อนแล้วกันค่ะ) ทำให้โรบินสันมีเรื่องที่ต้องตัดสินใจอยู่เรื่องเดียวนั่นก็คือเขาจะเอาเวลาที่มีอยู่ไปทำอะไรดีระหว่าง (1) ไปพักผ่อนนอนตีพุงอยู่ริมหาด (Leisure) หรือ (2) ไปทำงานเก็บลูกมะพร้าว (Gathering coconuts)[3] ไว้สำหรับการรับประทาน (Consumption) โดยทั้งการพักผ่อนและการรับประทานมะพร้าวจะทำให้โรบินสันได้รับความสุขความพอใจ (Utility) เพิ่มขึ้น จะเพิ่มขึ้นมากหรือน้อยขึ้นกับความชอบของโรบินสัน (Robinson’s Utility Function) อย่างไรก็ดี โรบินสัน (เช่นเดียวกับพวกเราทุกคน) มีข้อจำกัดอยู่ว่า เขามีเวลาเพียงวันละ 24 ชั่วโมงเท่านั้น ดังนั้นโรบินสันจึงต้องตัดสินใจให้ดีว่าเขาควรจะแบ่งเวลาอย่างไร ว่าเขาควรจะพักผ่อนวันละกี่ชั่วโมง และเขาควรจะทำงาน (เพื่อจะได้มีกิน) วันละกี่ชั่วโมง

เรื่องราวของโรบินสันสามารถถูกทำให้ซับซ้อนขึ้นได้ (เพื่อให้ใกล้เคียงโลกแห่งความเป็นจริงมากขึ้น) เช่น (1) อาจมีการตั้งบริษัทเก็บมะพร้าวขึ้นมา (2) อาจมีอาชีพอื่นให้เลือกทำนอกเหนือจากการเก็บมะพร้าว เช่น ให้โรบินสันเลือกที่จะไปจับปลาได้ (3) อาจให้มีมนุษย์คนอื่นเข้ามาอยู่บนเกาะด้วย และให้มนุษย์คนนี้มีความถนัดที่ต่างจากโรบินสัน (4) อาจให้โรบินสันเลือกใช้เวลาไปเพื่อการลงทุน (Investment) ในสิ่งต่างๆได้ เช่น เอาเวลาไปพัฒนาเครื่องมือเพื่อให้การเก็บมะพร้าวหรือการจับปลามีประสิทธิภาพมากขึ้น เอาเวลาไปสร้างกระท่อม สร้างระบบเก็บกักน้ำหรือโครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure) อื่นๆ[4],[5],[6],[7]

 

น้ำใสเห็นตัวปลา

ลองมานั่งนึกเล่นๆว่า หากเราปล่อยโรบินสันไว้บนเกาะร้างนี้ แล้วเวลาผ่านไป โรบินสันจะเป็นอย่างไรบ้าง  (สมมติว่าโรบินสันไม่หนีไปไหนเสียก่อนนะคะ)

 

มาแอบดูโรบินสันกันค่ะ

สิบปีต่อมา เราอาจเห็นโรบินสันที่แก่ตัวลง ยังคงทำการเก็บมะพร้าวมารับประทาน สลับกับการนอนตีพุงสบายใจอยู่ริมหาด

หรือ สิบปีต่อมา เราอาจเห็นโรบินสันอาศัยอยู่ในกระท่อมใหญ่โต มีสวนมะพร้าวและเครื่องมือเก็บมะพร้าวที่ทันสมัย มีระบบผลิตและเก็บกักน้ำจืดไว้ใช้ นอกจากนี้ยังมีบ่อเพาะพันธุ์ปลาและเครื่องมือจับปลาที่มีประสิทธิภาพ โรบินสันอาจกำลังนั่งครุ่นคิดว่าเขาจะนำพลังงานแสงอาทิตย์ที่มีอยู่มาเก็บหรือมาแปรรูปให้เกิดประโยชน์อย่างอื่นได้หรือไม่

 

จะเป็นอย่างไรบ้างนะ

ลองมองดูโรบินสันทั้งสองคน แล้วลองคิดดูว่าเขาทั้งสองต่างกันอย่างไร ทั้งสองเริ่มด้วยต้นทุนที่เหมือนกัน คือ เกาะหนึ่งเกาะกลางทะเลกับต้นมะพร้าวหนึ่งต้น แต่สิบปีผ่านไปชีวิตของเขาต่างกันโดยสิ้นเชิง ถ้าถามดิฉัน อยากตอบว่าโรบินสันสองคนนี้แค่ “คิดต่างกัน” เท่านั้น โดยส่วนตัวแล้วดิฉัน “เลือกที่จะเชื่อ” ว่าความสามารถที่มีมาแต่กำเนิด (Innate ability) ของ “คนส่วนใหญ่” นั้นไม่ได้ต่างกันมากนัก ความแตกต่างของคนแต่ละคนจึงเกิดจากสิ่งที่พวกเขาเลือกที่จะคิดและเลือกที่จะทำ แค่นั้นเอง… (ขอเน้นว่า ดิฉันใช้คำว่า “เลือกที่จะเชื่อ” เนื่องจากดิฉันไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่ามันจริงหรือไม่ แต่ดิฉันพอใจที่จะเชื่อแบบนี้; และดิฉันใช้คำว่า “คนส่วนใหญ่” เพราะขี้เกียจเถียงเวลามีคนเอาตัวอย่างเพียงหยิบมือเดียวมาใช้อ้างว่ามันไม่ถูก)

 
 

คงจะไม่ใช่เรื่องที่ผิด หากใครพอใจที่จะเลือกเป็นโรบินสันแบบแรก คนเรามีความชอบที่ต่างกัน (Different Utility Function) ดังนั้นการพักผ่อนและการเก็บมะพร้าวอาจเป็นความสุขของใครบางคน แต่จงอย่าเลือกเป็นโรบินสันแบบแรกเพียงเพราะคิดว่าเราเป็นโรบินสันแบบที่สองไม่ได้ อย่าคิดว่าเราไม่เก่ง อย่าคิดว่าเราทำไม่ได้ เราคงไม่รู้หรอกว่ากว่าโรบินสันคนที่สองจะสร้างทุกอย่างขึ้นมาได้ เขาต้องพลาดต้องล้มเหลวมากี่ครั้ง เสียเวลาไปไม่รู้เท่าไหร่ อาจต้องแอบไปนั่งเซ็งอยู่ใต้ต้นมะพร้าวนับครั้งไม่ถ้วน กว่าที่เขาจะมีวันนี้

ไม่มีอะไรมากหรอกค่ะ มองดูโรบินสันแล้วอยากให้ย้อนดูตัวเรา อยากจะเป็นกำลังใจให้กับทุกคน ไม่อยากให้ท้อถอย (จริงๆแล้ว บอกตัวเองด้วย) การที่เราเห็นหลายๆคนประสบความสำเร็จในชีวิต เราอาจจะคิดว่าอะไรๆช่างง่ายดายสำหรับเขา จริงๆแล้วเขาต้องผ่านอะไรมากมายที่เราอาจจะไม่รู้ สิ่งที่คนที่ประสบความสำเร็จหลายๆคนเขามีเหมือนกันคือ เขามีความคิด เขามีความพยายาม และเขาไม่ยอมแพ้อะไรง่ายๆ หากเรารู้จักคิดให้เป็น มองให้ไกล และมีความมุ่งมั่น วันหนึ่งสิ่งที่เราฝันไว้ก็คงจะเป็นจริงได้เช่นกันค่ะ…

P.S. รูปทั้งหมดของทริปมัลดีฟส์ที่อยู่บน Blog นี้ ดิฉันถ่ายโดยใช้ iPhone 4 ค่ะ ต้องขอขอบคุณและยกย่องความมีวิสัยทัศน์และความพยายามของ สตีฟ จอบส์ (Steve Jobs) อย่างจริงใจ หากเราออกไปอยู่นอกโลกแล้วมองกลับเข้ามาอาจจะเห็นได้ว่าโลกของเราใบนี้เป็นเพียงเกาะร้างเกาะหนึ่ง หากแต่ว่ามีโรบินสันหลายแบบอาศัยอยู่ด้วยกันหลายคน โรบินสันแบบคุณสตีฟ (และอีกหลายท่านในวงการอื่นๆ) นี่แหละ ที่ทำให้โลกของเราในวันนี้แตกต่างจากโลกของเราเมื่อสิบปีที่แล้วอย่างสิ้นเชิง

 

Written by Dr. Ploy (7 May 2012)

All suggestions and comments are welcome!

www.facebook.com/RationallyInteresting

RationallyInteresting@hotmail.com


[3] ในบางโมเดลอาจเห็นโรบินสันไปหาของป่า, ขุดแยม, หรือเก็บลูกเบอร์รี่ แทนการเก็บลูกมะพร้าว

ทำไมจึงมีคนโสดอยู่มากมาย?

Labor Economics, Love & Dating

Search and Matching

หากคุณใช้เวลาส่วนใหญ่นั่งคุยนั่งเสวนากับสาวโสดวัยสามสิบเศษๆ หัวข้อที่ดูจะหลีกเลี่ยงไม่ได้คงจะเป็นเรื่องความยากในการหาแฟน บ้างก็บ่นว่าผู้ชายดีๆน่ะไม่มีเหลือเสียแล้ว บ้างก็บอกว่าพวกดีๆน่ะก็พอมีอยู่แต่ดูจะเรื่องมากเลือกมาก เป็นพวกกลัวการผูกมัด เป็นพวกกลัวขาดอิสรภาพ เป็นพวกบ้างาน ไม่เช่นนั้นก็มีปัญหาโน่นนี่มากมาย

จริงๆแล้วกระบวนการหาแฟนในตลาดของคนโสดมีความคล้ายกันกับกระบวนการหางานในตลาดแรงงานมากทีเดียว วัตถุประสงค์ก็คล้ายกันนั่นคือการ “หาคู่” ให้กับสิ่งที่เหมาะสมกัน นักเศรษฐศาสตร์ได้คิดค้น “ทฤษฎีการค้นหาและจับคู่“ (Search and Matching Theory) เพื่ออธิบายการค้นหาและจับคู่ในตลาดแรงงานระหว่างผู้หางานกับผู้จ้างงาน ซึ่งทฤษฎีนี้สามารถนำมาใช้อธิบายการค้นหาและจับคู่ในตลาดของคนโสดระหว่างผู้ชายกับผู้หญิงได้ด้วย[1]  โดยเมื่อปี 2010 ปีเตอร์ ไดมอนด์ (Peter Diamond) เดล มอร์เทนเซน (Dale Mortensen) และ คริสโตเฟอร์ พิสซาไรด์ส (Christopher Pissarides) ได้รับรางวัลโนเบลสาขาเศรษฐศาสตร์[2]  สำหรับงานวิจัยที่พวกเขาทั้งสามได้คิดค้นขึ้นเกี่ยวกับทฤษฎีการค้นหาและจับคู่นี้[3]  ทฤษฎีนี้อธิบายว่า ทำไมในสังคมที่มีผู้ว่างงานซึ่งหางานไม่ได้จึงมีผู้จ้างงานที่หาลูกจ้างไม่ได้ในขณะเดียวกัน ก็คงจะคล้ายกับเหตุผลของการที่ในสังคมมีผู้ชายโสดที่หาแฟนไม่ได้และก็มีผู้หญิงโสดที่หาแฟนไม่ได้ในขณะเดียวกัน

นักเศรษฐศาสตร์อธิบายว่าการ “หาคู่” ในตลาดนั้นมักจะมี “อุปสรรค” (Frictions) จึงทำให้การหาคู่เป็นไปได้ยาก อุปสรรคอย่างแรกคือมนุษย์มีคุณลักษณะที่ต่างกัน (Heterogeneity) หากคุณเข้าไปในตลาดขายผัก หรือตลาดขายทอง คงจะไม่ยากนักที่คุณจะสามารถซื้อผักคะน้าหนึ่งกิโลหรือทองคำแท่งสิบบาทได้ หากแต่การที่มนุษย์แต่ละคนมีคุณลักษณะที่ต่างกันอย่างลึกซึ้ง ทำให้การหาคู่ที่ถูกใจเป็นไปได้ยากกว่าการหาซื้อสินค้าอุปโภคบริโภคทั่วไป อุปสรรคอย่างที่สองคือการที่ข้อมูลในตลาดไม่สมบูรณ์หรือไม่ทั่วถึง (Imperfect Information) ยกตัวอย่างเช่น การที่มีชายโสดและหญิงโสดที่ต่างฝ่ายต่างก็มีคุณสมบัติเป็นที่ต้องการของอีกฝ่าย แต่ด้วยความไม่สมบูรณ์หรือไม่ทั่วถึงของข้อมูล ทำให้ต่างฝ่ายต่างไม่รู้ว่ามีอีกฝ่ายหนึ่งอยู่บนโลกใบนี้ หรือเรียกได้ว่าหากันไม่เจอ นอกจากนี้ถึงแม้ว่าแต่ละฝ่ายจะรู้ว่ามีอีกฝ่ายที่ต่างเป็นที่ต้องการของกันและกันอยู่ บางครั้งข้อจำกัดด้านถิ่นที่อยู่หรือปัจจัยอื่นๆอาจกีดกันไม่ให้ทั้งสองฝ่ายสามารถอยู่ร่วมกันได้

สำหรับตลาดแรงงาน นักเศรษฐศาสตร์อธิบายเพิ่มเติมอีกว่า การที่ผู้หางานกับผู้จ้างงานมาจับคู่กันได้ (กลายเป็นลูกจ้างกับนายจ้าง) จะทำให้เกิด “ผลประโยชน์ส่วนเพิ่ม” ขึ้น ซึ่งในที่นี้ก็คือผลผลิตหรือผลกำไรที่เกิดขึ้นจากการที่ลูกจ้างได้ทำงานให้นายจ้าง หากลูกจ้างกับนายจ้างไม่สามารถจับคู่กันได้ ผลประโยชน์ส่วนเพิ่มนี้ก็จะไม่เกิดขึ้น โดยปกติแล้วผลประโยชน์ส่วนเพิ่มจากการจับคู่นี้จะถูกแบ่งกันระหว่างลูกจ้างกับนายจ้าง โดยหากใครมีอำนาจต่อรอง (Bargaining Power) มากกว่าก็มักจะได้รับส่วนแบ่งที่มากกว่า เช่น กรณีของการต่อรองเงินเดือน หากผู้จ้างงานในตลาดมีน้อยแต่ผู้หางานมีเยอะ นายจ้างก็จะมีอำนาจต่อรองมาก ลูกจ้างจึงต้องยอมรับเงินเดือนน้อยๆ ในทางกลับกันหากผู้จ้างงานในตลาดมีมากแต่ผู้หางานมีน้อย ลูกจ้างก็จะมีอำนาจต่อรองมาก นายจ้างจึงต้องยอมจ่ายเงินเดือนมากๆ นอกจากนี้การจับคู่ระหว่างนายจ้างกับลูกจ้างจะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อ ส่วนแบ่งของผลประโยชน์ส่วนเพิ่มที่แต่ละฝ่ายได้รับนั้นดีกว่าสิ่งที่แต่ละฝ่ายได้อยู่เมื่อตอนยังไม่มีคู่ เช่น สมมติภาครัฐให้เงินช่วยเหลือผู้ไม่มีงานทำเป็นจำนวนเงิน 5,000 บาทต่อเดือน ผู้ว่างงานจะตกลงเข้าทำงานก็ต่อเมื่อเงินเดือนที่จะได้รับมีค่าสูงกว่า 5,000 บาท มิเช่นนั้นแล้วผู้ว่างงานก็จะเลือกที่จะนอนอยู่บ้านเฉยๆแล้วรับเงิน 5,000 บาททุกๆเดือน (จริงๆแล้วต้องพิจารณาเรื่องอื่นนอกเหนือจากจำนวนเงินด้วย แต่ขอยกตัวอย่างแค่เรื่องเงินเพื่อความเข้าใจง่าย)

ถ้าจะเอาหลักการที่คล้ายกันมาอธิบายกระบวนการหาแฟนก็จะเห็นได้ว่า การที่คนเป็นมาจับคู่เป็นแฟนกันได้จะเกิด “ความสุขส่วนเพิ่ม” ขึ้น และความสุขส่วนเพิ่มนี้จะถูกแบ่งกันระหว่างคู่รัก โดยถ้าฝ่ายที่มีอำนาจต่อรองมากกว่าก็จะได้ส่วนแบ่งของความสุขส่วนเพิ่มที่มากกว่า ฝ่ายที่มีอำนาจต่อรองน้อยกว่าก็จะต้องเป็นฝ่ายยอม โดยอำนาจต่อรองก็ขึ้นอยู่กับว่าใครมีโอกาสเลือกได้มากกว่า ใครตีมูลค่าความสำคัญของการจับคู่นี้ไว้มากกว่า ใครมีความจำเป็นที่จะต้องจับคู่มากกว่า หรือใครเดือดร้อนมากกว่าหากการจับคู่นี้ไม่เกิดขึ้น (สรุปง่ายๆว่าถ้ารักเขามากกว่า ก็จะมีอำนาจต่อรองน้อยกว่า และเป็นฝ่ายที่ต้องยอมมากกว่า) นอกจากนี้การจับคู่เป็นแฟนกันจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อ ส่วนแบ่งของความสุขส่วนเพิ่มที่แต่ละฝ่ายได้รับนั้นดีกว่าความสุขที่แต่ละฝ่ายมีอยู่เมื่อตอนยังไม่มีคู่ เช่น หากการอยู่เป็นโสดจะมีเวลาวันเสาร์อาทิตย์ในการทำกิจกรรมต่างๆ ซึ่งให้ความสุขความพอใจ (Utility)[4] ที่วัดเป็นตัวเลขได้เท่ากับ 10 หน่วย การเลือกที่จะเป็นแฟนใครแปลว่าการที่ได้อยู่กับคนๆนั้นในวันเสาร์อาทิตย์จะต้องให้ความสุขความพอใจมากกว่า 10 หน่วย มิเช่นนั้นการอยู่เป็นโสดก็จะดีกว่า

นักเศรษฐศาสตร์รุ่นต่อๆมา ได้มีการพัฒนาทฤษฎีการค้นหาและจับคู่ (Search and Matching Theory) นี้ไปในอีกหลายทิศทาง เช่น สามารถให้ลูกจ้างกระโดดจากงานเก่าไปงานใหม่ได้โดยที่ไม่ต้องว่างงาน (เปลี่ยนแฟนได้โดยที่ไม่ต้องมีช่วงโสด) หรือ สามารถให้ผู้หางาน (หรือหาแฟน) เลือกระดับความพยายามในการหาคู่ได้ โดยระดับความพยายามนี้จะมีผลต่อความสำเร็จในการหาคู่ ซึ่งดิฉันจะไม่ขอลงไปในรายละเอียดของงานวิจัยเหล่านี้ แต่จะขอเล่าสิ่งที่นักเศรษฐศาสตร์ค้นพบจากทฤษฎีการค้นหาและจับคู่ (ฉบับ Basic) นั่นก็คือ อุปสรรค (Frictions) ต่างๆทำให้ตลาดหาคู่ไม่สามารถเคลียร์ได้ที่จุดดุลยภาพ กล่าวคือจะมีความต้องการจับคู่ที่ไม่ได้รับการตอบสนองเกิดขึ้นเสมอ สำหรับตลาดแรงงาน การที่ภาครัฐให้การช่วยเหลือผู้ว่างงาน (Unemployment Benefits) เป็นมูลค่ามากเท่าไรก็จะทำให้ผู้ว่างงานพอใจสถานะของการว่างงานมากขึ้น ผู้ว่างงานจะเลือกงานมากขึ้นและจะว่างงานนานขึ้น เพราะมีความจำเป็นที่จะต้องมีงานทำและมีเงินเดือนใช้น้อยลง เปรียบได้กับการที่คนโสดพอใจข้อดีของการเป็นโสดมากเท่าไร (เช่น การมีอิสระและการมีเวลาว่าง) ก็ยิ่งทำให้คนโสดเลือกมากและอยู่ในสถานะโสดนานขึ้น เพราะมีความจำเป็นที่จะต้องมีแฟนน้อยลง

อ่านข้อสรุปของทฤษฎีการค้นหาและจับคู่แล้วเป็นอย่างไรบ้างคะ หากคุณผู้อ่านยังโสดอยู่ก็ขอให้สบายใจได้ว่าไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร เพราะนักเศรษฐศาสตร์ได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าในความเป็นจริง ตลาดหาคู่จะไม่สามารถเคลียร์ได้ ทำให้ในสังคมที่ปกติจะมีทั้งคนที่มีคู่และคนที่ไม่มีคู่

…เพราะฉะนั้นการอยู่เป็นโสดจึงเป็นเรื่องปกติค่ะ…

Written by Dr. Ploy (3 Mar 2012)

All suggestions and comments are welcome!

www.facebook.com/RationallyInteresting

RationallyInteresting@hotmail.com


[1] จริงๆแล้วงานวิจัยส่วนใหญ่เน้นอธิบายตลาดแรงงาน แต่ทฤษฎีนี้สามารถนำมาประยุกต์ใช้ได้กับกระบวนการหาแฟน

[2] รางวัลสาขาเศรษฐศาสตร์มีชื่อเต็มว่า Sveriges Riksbank Prize in Economic Sciences in Memory of Alfred Nobel โดยเริ่มแรกทีเดียว รางวัลสาขานี้ไม่ได้อยู่ในเจตนารมณ์ของ อัลเฟรด โนเบล (Alfred Nobel) แต่ถูกเพิ่มขึ้นมาขึ้นทีหลังโดยธนาคารแห่งชาติของสวีเดน อ่านเพิ่มเติมได้ที่

http://www.nobelprize.org/

[3] อ่านรายละเอียดของรางวัล ประวัติ และผลงานของนักเศรษฐศาสตร์ทั้งสามท่านได้ที่

http://www.nobelprize.org/nobel_prizes/economics/laureates/2010/

มีบทความภาษาไทยที่อธิบายผลงานของนักเศรษฐศาสตร์ทั้งสามท่านนี้ให้เข้าใจง่าย โดย รศ.ดร.ถวิล นิลใบ หาอ่านได้ที่

http://www.eco.ru.ac.th/tawin/article/nobel2010.pdf

[4] ได้อธิบายคำว่าความสุขความพอใจ (Utility) ไปแล้วในบทความเรื่อง “พอดี” ตามแนวพุทธกับ “พอดี” ตามแนวเศรษฐศาสตร์” อ่านได้ที่

https://drploy.wordpress.com/2012/02/19/hello-world/