เลือกความคิด

Buddhism, Happiness, Life

ตีพิมพ์ครั้งแรก: กรุงเทพธุรกิจ วันที่ 22 ธ.ค. 2558

ชีวิตเราทุกวันนี้ต้องเจอทางเลือกมากมาย  หากถ้าเป็นบริษัทก็ต้องเลือกว่าจะผลิตสินค้าหรือบริการอะไร ในปริมาณเท่าไหร่  หากถ้าเป็นผู้บริโภคก็ต้องเลือกตัดสินใจว่าจะบริโภคสินค้าหรือบริการประเภทไหน ในปริมาณเท่าไหร่ดี

‘เศรษฐศาสตร์’ เป็นศาสตร์แห่งการ ‘เลือก’ จัดสรรทรัพยากรที่มีอยู่จำกัด ให้เกิดประโยชน์สูงสุด  โดยหนึ่งในรูปแบบของปัญหาพื้นฐานทางเศรษฐศาสตร์ (Basic Economic Problems) ที่มนุษย์ต้องเจอ ก็คือการที่มนุษย์ต้องเลือกว่าจะบริโภคอะไร เพื่อให้ได้ความสุขความพอใจที่สูงที่สุด ภายใต้ข้อจำกัดที่มี (Consumer’s Utility Maximization Problem Subject to Budget Constraints)

ในชีวิตจริงมนุษย์มีความซับซ้อนมากกว่าในแบบจำลองทางเศรษฐศาสตร์ การที่มนุษย์จะมีความสุขได้ ก็มักซับซ้อนเกินกว่าเรื่องของการบริโภค  ในความเป็นจริงแล้วมนุษย์จะสุขหรือทุกข์ได้นั้น มักขึ้นกับสิ่งที่มนุษย์ผู้นั้นเลือกที่จะคิด  ดังนั้นในโลกที่มนุษย์อาศัยอยู่จริงจึงเป็นโลกแห่งการ ‘เลือกความคิด’  ว่ามนุษย์จะเลือกคิดอย่างไร จึงจะได้มีความสุขมากที่สุด ภายใต้ข้อจำกัดที่มี (Human’s Happiness Maximization Problem Subject to Life Constraints)

แล้วมนุษย์ควรจะ ‘เลือกความคิด’ อย่างไร?

มนุษย์เลือกได้ว่าจะคิดดีหรือคิดชั่ว  จะเลือกคิดแต่สิ่งที่ดี สิ่งที่เป็นเป็นกุศล คิดอภัย และคิดปรารถนาดีกับผู้อื่น  หรือจะเลือกคิดแต่สิ่งชั่ว คิดอาฆาตพยาบาท คิดอิจฉาริษยา  หากลองพิจารณาดูแล้ว น่าจะเห็นได้ว่าการเลือกคิดแบบไหนจะให้ความสุขทางใจได้มากกว่ากัน ไม่ว่า Life Constraints (สุขภาพ ฐานะ ครอบครัว การงาน สิ่งแวดล้อม etc) ของเราจะเป็นอย่างไร

เขาว่ากันว่า “You are what you think” คือเราจะเป็นในสิ่งที่เราคิด ถ้าเราเลือกที่จะคิดดี ความคิดดีๆจะส่งผลถึงพฤติกรรม มันจะออกมาทั้งทางการพูด และทางการกระทำ เราเป็นคนแบบไหน ก็จะดึงดูดคนที่มีลักษณะใกล้เคียงกันเข้ามา เป็นการเลือกเพื่อน เลือกสังคมที่เราอยู่  หากคิดดี พูดดี ทำดี มีจิตเมตตาต่อผู้อื่น ชีวิตก็จะเจอเรื่องดีๆ เจอคนดีๆ

การฝึกฝนให้ตัวเราเลือกคิดแต่สิ่งดีๆอาจทำได้ไม่ง่ายนัก ต้องใช้สติ ต้องฝืนใจ เพราะโดยธรรมชาติแล้ว ใจเราอาจหมกมุ่นกับเรื่องทางลบ การคิดโกรธนั้นง่ายกว่าการคิดอภัย การคิดโลภอยากได้โน่นอยากได้นี่นั้นง่ายกว่าการคิดที่จะให้ การคิดอาฆาตพยาบาทนั้นง่ายกว่าการคิดปรารถนาดี  การเลือกที่จะคิดดีนั้นจึงต้องเกิดจากการฝึกฝน หัดให้มีสติรู้เท่าทัน เมื่อใดที่ความคิดที่ไม่ดีเกิดขึ้น ให้กำหนดรับรู้ แล้วเปลี่ยนความคิดนั้นให้เป็นกุศล

จะปีใหม่แล้ว อยากให้ท่านผู้อ่านให้ของขวัญปีใหม่กับตัวเอง ด้วยการเลือกที่จะคิดดี พูดดี ทำดี  ขอให้ท่านมีความสุขจากการเลือกสิ่งเหล่านั้น และขอให้ท่านรายล้อมด้วยผู้คนที่เลือกที่จะคิดดี พูดดี ทำดี เหมือนๆกับท่าน… สวัสดีปีใหม่ค่ะ…

ระดับจิตใจของ ‘ทุนมนุษย์’

Buddhism, Happiness, Life

ตีพิมพ์ครั้งแรก: กรุงเทพธุรกิจ วันที่ 16 พ.ย. 2558

‘ทุนมนุษย์’ (Human Capital) ในทางเศรษฐศาสตร์ หมายถึง ความสามารถของมนุษย์ที่นำไปใช้ในการ สร้างผลผลิตทางเศรษฐกิจ (หมายถึงการผลิตสินค้าและบริการต่างๆ)    โดย ‘ทุนมนุษย์’ มีความหมาย ครอบคลุมไปถึง ความรู้ ทักษะการบริหาร ประสบการณ์ รวมถึงสุขภาพของมนุษย์ เพราะสิ่งเหล่านี้จะมีผล ต่อประสิทธิภาพในการผลิตของมนุษย์

‘ทุนมนุษย์’ ของแต่ละคนมีไม่เท่ากัน เพราะการเลือกลงทุนที่ต่างกัน   โดยหากต้องการเพิ่มทุนมนุษย์ ให้มีมากขึ้น ก็สามารถลงทุนได้โดยเพิ่มการศึกษา พัฒนาทักษะและความสามารถในด้านต่างๆ    นักเศรษฐศาสตร์ให้ความสำคัญในเรื่องของการพัฒนาทุนมนุษย์  เพราะถ้ามนุษย์ในประเทศไหน ‘เก่ง’ ประสิทธิภาพการผลิตของประเทศก็จะดีขึ้น ประเทศก็จะมีรายได้ต่อหัวสูงขึ้น (รวยขึ้น) และพอจะมีหวัง ที่จะก้าวข้ามไปเป็นประเทศที่พัฒนาแล้วได้

เราคุยกันทุกวันเรื่องการยกระดับประสิทธิภาพแรงงาน   ในแบบจำลอง (Growth Model) ของนักเศรษฐศาสตร์ มีตัวแปรต่างๆที่มีผลต่ออัตราการเติบโตของเศรษฐกิจ เช่น ทุน (Capital)

ที่ดิน (Land) เทคโนโลยี และ ทุนมนุษย์ในมิติด้านความสามารถ  แต่แบบจำลองต่างๆเหล่านั้น ได้มองข้ามมิติทางด้าน ‘คุณธรรม’ หรือ ‘ระดับจิตใจ’ อันเป็นสิ่งที่สำคัญยิ่งของทุนมนุษย์ไป

จริงๆแล้ว หากมนุษย์มีระดับจิตใจที่สูง (คือมีคุณธรรมสูง) มีความละอายและเกรงกลัวต่อการโกง (และการทำชั่วอื่นๆ) ประสิทธิภาพการผลิตของประเทศก็จะสูงขึ้น เพราะการบิดเบี้ยวผิดเพี้ยน ของกระบวนการการผลิตที่เกิดจากการคอร์รัปชันจะน้อยลง  ไม่ต้องสูญเสียวัตถุดิบหรือสินค้าไปให้กับ การโกง  ไม่ต้องจ่ายแพงกว่าเพื่อให้ได้ของคุณภาพด้อยกว่า (คือเสียโอกาสที่จะได้ของดีราคาถูก)  หากคนส่วนใหญ่ไม่ได้อยากจะโกง  ระบบตรวจสอบก็เหนื่อยน้อยลง (ขอย้ำว่าระบบตรวจสอบนั้นต้องมี ไม่ใช่บอกว่าใครเป็น ‘คนดี’ แล้วไม่ต้องตรวจสอบ   หากเพียงแต่ถ้าคนไม่ได้โกง ระบบตรวจสอบก็ไม่ต้อง ทำงานหนักมากนัก)  สังคมไม่ต้องใช้เวลาส่วนใหญ่ไปในการจับคนโกงและแก้ไขปัญหาที่เกิดจากการโกง จะได้เอาเวลาไปทำเรื่องอย่างอื่นที่มีประโยชน์ ที่ทำประเทศให้เจริญก้าวหน้า

‘ระดับจิตใจ’ ของมนุษย์แต่ละคนนั้นไม่เท่ากัน เพราะการเลือกลงทุนที่ต่างกัน   โดยหากต้องการยกระดับ จิตใจให้สูงขึ้น คงจะต้องหมั่นเพียรที่จะขัดเกลาจิตใจ ให้โลภน้อยลง โกรธน้อยลง หลงน้อยลง มีความละอายและเกรงกลัวต่อการทำชั่ว (หากยังมือใหม่ ไม่เข้าใจว่าอะไรคือชั่ว ขอให้เริ่มจากการละเว้น จากการเบียดเบียนผู้อื่น หรือเบียดเบียนสังคม  อะไรที่ทำแล้วคนอื่นเดือนร้อน สังคมเดือดร้อน จงละเว้นเสีย)   รวมไปถึงการไม่สนับสนุนและไม่ยกย่องการกระทำชั่วของผู้อื่น หากผู้บังคับบัญชาสั่งมา ให้คุณทำเรื่องไม่ดี จงอย่าหลับหูหลับตาทำ จงบอกเขาไปว่าคุณไม่ทำเพราะมันไม่ถูก ถ้าเขาเป็นนายที่ดี เขาจะคิดได้ แต่ถ้าเขายังยืนยันบังคับให้คุณทำชั่ว จงหนีห่างเขามาเสียเถิด นายแบบนี้ไม่น่าเคารพนับถือ อยู่ต่อไปอาจมีเรื่องที่ชั่วกว่านี้มาบังคับให้คุณทำ   จงอย่ายกย่องคนที่เก่งแต่ไร้คุณธรรม พูดจาโกหก บิดเบือนความจริง   จงหนีห่างคนชั่วและคนที่จะชักจูงคุณให้ไปทำชั่ว เพราะยิ่งอยู่ใกล้จะยิ่งดึงให้คุณชั่วลง

คำว่า ‘มนุษย์’ แปลว่าผู้มีจิตใจสูง  แต่ทุกวันนี้ความหมายของคำๆนี้แทบจะถูกลืมไป   สังคมมักหลงลืม และให้ความสำคัญกับความสามารถทางโลก มากกว่าระดับของจิตใจ  จริงๆแล้วการพัฒนาทางด้าน เศรษฐกิจนั้น เราคงต้องให้ความสำคัญกับการยกระดับคุณภาพแรงงานและการยกระดับจิตใจของมนุษย์ ไปพร้อมๆกัน  เพราะหากมุ่งเพียงแต่จะยกระดับคุณภาพแรงงานเพียงอย่างเดียว แม้เศรษฐกิจเติบโตไปได้ ก็จะไม่ยั่งยืน

 

Expecting the Unexpected

Buddhism, Life

 Unexpected_SindorellaPhoto by Trina Alexander (license)

If you haven’t been out in the woods somewhere in the past month, you probably have heard of the “shocking” stories on the newspapers and the social networks, ranging from the celibate’s change of heart, the teenage starlet’s drug abuse, to the superstar’s impromptu marriage announcement.

So why do we find these headlines so “shocking” or “unexpected”? Have we expected things to be otherwise? Have we expected things to be “normal”?

People (mostly not relating to the persons in the stories), caught by surprise, spent hours arguing over which piece of information is true and which piece is made-up, trying to determine who is the angel deserving of sympathy and who is the devil deserving of condemnation. In reality, we would never know which information is valid and which information is false. It’s always the “he said she said,” or the “friend of friend of friend said,” stories. Even if we hear it from the direct source, we could never know if they speak the truth. The fact is if someone does something wrong, it is wrong even though no one can prove it. The fact is if someone does something wrong, they will suffer from the consequence of their action sooner or later, in this life or in future life.

Looking at our own lives, do the “unexpected” also happen to us? Do we lose our loved ones (dead or alive)? Do we lose our money? Do we face with serious health problems? Are we betrayed by trusted friends? Are we blamed or accused for something we didn’t do?

We (the persons in the stories), caught by surprise, spent hours going through traumas, tears, and disbeliefs, screaming “Life is unfair,” “I do not deserve this,” “What have I ever done to the persons who caused me the pain?” In reality, we may not remember the mistakes we have done early on in this life or in our previous lives. Even if we do remember, we may not want to admit them or we may not want to admit how severe they were. The fact is if we have done something wrong, it is wrong even though no one can prove it. The fact is if we have done something wrong, we will suffer from the consequence of our action sooner or later, in this life or in future life.

So how can we be prepared for the “unexpected”?

First, you cannot change the past and you cannot undo what you have done. Accept it that bad things can happen to you and they are the results of your bad karma. If you practice mindfulness, there is a technique that allows you feel less pain by learning how to be just an “observer” of such pain.

Second, you can always create your future. Everything is about cause and effect. You can create your good fortune by becoming a better person, doing more of the good deeds and avoiding the bad deeds. You can start today and you can always start over.

Of course, once in while you may feel that you are doing all the best you can but you are receiving all the worst of this world. On the other hand, the awful lying mean-spirited human being is receiving all the best that the world can offer. This can be exhausting. (Yes, I am exhausted from time to time.)

I have to admit that it took me a while to come to terms with Law of karma. I neither can prove it directly to you nor even to myself. But if I don’t believe in Law of karma, then I would have to keep digging and digging to find a better answer to the question why sometimes I am so “unlucky” or so “lucky.” Well, it could be randomness. Well, it could be coincidence. Well, maybe. But these answers would not make me want to become a better person. These answers would not help us create a better society. Thus, in my humble opinion, believing in Law of karma is the best strategy. It also helps me sleep at night.

Maybe your good karma hasn’t caught up with you yet. Maybe the awful lying mean-spirited human being has done mega-merit projects in his/her past lives. Well, maybe.

As many have said, “what goes around comes around.” So, stick with the do-good plan and don’t give up on your good karma yet.

Written by Dr. Ploy (9 August 2013)

All suggestions and comments are welcome!

www.facebook.com/RationallyInteresting

RationallyInteresting@hotmail.com