เศรษฐกิจดิจิทัล ‘แบบพอเพียง’

Buddhism, Digital Economy, Happiness, Sufficiency Economy

ตีพิมพ์ครั้งแรก: กรุงเทพธุรกิจ วันที่ 18 ม.ค. 2559

ครั้งแรกที่สังคมไทยได้ยินเรื่อง “เศรษฐกิจพอเพียง” (18 ก.ค. 2517) ตัวผู้เขียนยังเกิดไม่ทัน  ส่วนในหลายปีต่อมาเมื่อสังคมไทยได้ยินเรื่องนี้อีกครั้งนั้น ผู้เขียนเกิดแล้วแต่ยังไม่อยู่ในวัย ที่สามารถจะเข้าใจ สนใจ หรือให้ความสำคัญกับหลักปรัชญานี้  ต่อมาผู้เขียนเติบโตขึ้น ได้ออกไปขวนขวาย ไขว่คว้า เห็นโลกกว้าง และได้เห็นความสุดโต่งของมนุษย์ในหลายๆด้าน   ท้ายที่สุดแล้วก็ได้ค้นพบว่าการมีชีวิตอยู่แบบพอเพียงพอประมาณโดยยึดหลักทางสายกลางนี้ น่าจะเป็นวิถีชีวิตที่ประเสริฐที่สุดแล้ว  ผู้เขียนจึงค่อยๆมาศึกษาค้นคว้าหาความรู้เพิ่มเติมในเรื่องนี้ หากคนรุ่นใหม่สนใจและอยากได้ยินพระราชดำรัสที่พระบาทสมเด็จ พระเจ้าอยู่หัวได้ทรงตรัสไว้ ขอแนะนำให้ Search Youtube หาคำว่า “เศรษฐกิจพอเพียง 2541” (พระราชดำรัส 4 ธ.ค. 2541)

แม้ปัจจุบันเราได้ก้าวข้ามผ่านจากระบบเศรษฐกิจแบบดั้งเดิมเข้ามาสู่ระบบเศรษฐกิจแบบดิจิทัลแล้ว อย่างไรก็ดีผู้เขียนเชื่อว่าหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงเป็นปรัชญาร่วมสมัย และน่าจะสามารถถูกขยายความให้ประยุกต์ใช้กับระบบเศรษฐกิจดิจิทัลได้เช่นกัน  บทความนี้เป็นบทความที่ผู้เขียนพยายามขยายความในเรื่องดังกล่าว โดยมีวัตถุประสงค์ที่จะให้คนรุ่นใหม่ได้เข้าใจหลักปรัชญานี้ได้ง่ายขึ้น เพื่อให้สังคมได้ทบทวนแนวคิดเรื่องความพอเพียง และเพื่อให้สังคมได้ต่อยอดแนวคิดนี้ต่อไป

เศรษฐกิจดิจิทัลหมายถึง ระบบเศรษฐกิจใหม่ที่นำเอาเทคโนโลยีดิจิทัลเข้ามาใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ ของกิจกรรมทางเศรษฐกิจ หรือเพื่อสร้างธุรกิจรูปแบบใหม่ที่สามารถตอบโจทย์ผู้บริโภคได้ ในลักษณะที่ธุรกิจแบบดั้งเดิมไม่สามารถทำได้หรือทำได้ยาก (ตัวอย่างของธุรกิจรูปแบบใหม่ เช่น Airbnb, GrabTaxi, Uber, Wongnai, Ookbee, etc.)

หากมองในภาคธุรกิจที่มีผู้บริโภคกับผู้ผลิตเป็นตัวละครหลัก ก็จะเห็นได้ว่าผู้บริโภคซื้อของจากผู้ผลิต ผ่านทาง Online มากขึ้น ของที่ซื้อมีทั้งแบบจับต้องได้และจับต้องไม่ได้  มีบริการรูปแบบใหม่ๆเกิดขึ้น วิธีการจ่ายเงินก็สะดวกขึ้น ผู้ผลิตสามารถโฆษณาและเสนอขายสินค้าได้แบบเฉพาะเจาะจง และถึงตัวผู้บริโภคแต่ละคนได้ง่ายขึ้น โดยผ่านทาง Social Media หรือช่องทาง Online อื่นๆ

หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง เป็นการที่แต่ละคน (ในระบบเศรษฐกิจ) ทำอะไรอย่างพอเพียงพอประมาณ ไม่โลภมาก ไม่เบียดเบียน  ผู้เขียนมองว่า “ความพอเพียง” น่าจะถูกนำมาปรับใช้ใน

ระบบเศรษฐกิจดิจิทัลได้ดังนี้

มองจากด้านผู้บริโภค: ด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัย ทำให้ผู้บริโภคในระบบเศรษฐกิจดิจิทัล สามารถถูกชักชวนให้อยากซื้ออยากมีในสิ่งที่อาจจะไม่จำเป็นหรือเกินตัวได้ง่ายมากขึ้น ทำให้ผู้บริโภคต้องมีสติมากขึ้น พยายามเสพสื่อ Online หรือเนื้อหาใน Social Media อย่างไม่มากจนเกินไปและมีสติ ควรรู้ว่าความพอเพียงพอประมาณของตนอยู่ที่จุดไหน หากมีมากอยากใช้มาก ใช้แล้วไม่เบียดเบียนใคร ก็สามารถทำได้ แต่หากมีน้อยจงใช้แต่น้อย อย่าเกินตัว เพราะหากเกินตัวแล้วก็ต้องไปกู้ยืมมีหนี้สินล้นพ้นตัว จะเป็นการเบียดเบียนตนเองและผู้อื่นต่อไป

อย่างไรก็ดีการมีเทคโนโลยีที่ทันสมัย ก็ทำให้ผู้บริโภคมีตัวช่วยในการ Track ความพอประมาณของตน ได้ง่ายขึ้นเช่นกัน เช่น Application ต่างๆที่จะช่วยในการ Track ว่าเรามีรายได้เท่าไหร่ มีทรัพย์สินหนี้สินเท่าไหร่ ควรจะใช้จ่ายเท่าไหร่ และได้ใช้จ่ายอะไรไปแล้วบ้าง นอกจากนี้การเสพสื่อ Online หรือเนื้อหาใน Social Media หากรู้จักเลือกให้ดีจะพบว่ามีเนื้อหาที่เสริมสร้างปัญญา และสอนให้เรามีสติมากขึ้นได้อีกด้วย

มองจากด้านผู้ผลิต: ผู้ผลิตในระบบเศรษฐกิจดิจิทัลมีเทคโนโลยีเป็นตัวช่วยในการลดค่าใช้จ่าย เพิ่มมูลค่า รวมถึงสามารถนำเสนอสินค้าและบริการรูปแบบใหม่ๆ  ผู้ผลิตควรใช้ตัวช่วยเหล่านี้ ในการสร้างสรรค์สินค้าและบริการ ที่จะเป็นประโยชน์ต่อผู้บริโภคหรือเป็นประโยชน์ต่อสังคม ไม่ใช่ใช้เพื่อสร้างสิ่งมอมเมา (ในโลกดิจิทัล) ให้ผู้บริโภคมาใช้จ่ายมากๆ เพื่อให้ผู้ผลิตได้กำไรสูงสุด โดยปราศจากคุณธรรม  การโฆษณาชวนเชื่อก็ควรหลีกเลี่ยงการเบียดเบียนผู้อื่น แม้จะมีเทคโนโลยีที่ทันสมัยสามารถรู้ข้อมูลพฤติกรรมของผู้บริโภคและสามารถเข้าถึงตัวผู้บริโภครายนั้นๆ ก็ไม่ควรใช้เทคโนโลยีนี้ไปหลอกล่อให้เขาต้องไปกู้หนี้ยืมสินมาซื้อของที่ตัวเขาเองก็ไม่ได้จำเป็นต้องใช้

ระบบเศรษฐกิจ ไม่ว่าจะแบบดั้งเดิมหรือแบบดิจิทัล มีสิ่งหนึ่งที่เหมือนกัน คือการที่ตัวละครต่างๆ (ผู้บริโภค, ผู้ผลิต, etc.) ต้องอยู่ร่วมกันและพึ่งพาอาศัยกัน หากมัวแต่โลภและจ้องแต่จะเบียดเบียนกัน ระบบเศรษฐกิจนั้นอาจเกิดปัญหาและไม่สามารถอยู่ได้อย่างยั่งยืน