Womenomics 101

ตีพิมพ์ครั้งแรก: กรุงเทพธุกิจ วันที่ 30 ก.ย. 2558 ช่วงหลังๆนี้คนพูดกันบ่อยถึงคำว่า Womenomics (Women+Economics) คำๆนี้หมายความ ว่าอย่างไร มีที่มาอย่างไร และมีความน่าสนใจอย่างไร จะขอนำมาเล่าให้ฟังในบทความนี้ จริงๆการศึกษาเรื่องของ Gender Study ในเศรษฐศาสตร์ มีมานานแล้ว ส่วนมากมักจะศึกษา บทบาทของผู้หญิงในภาคครัวเรือน ภาคเศรษฐกิจ และภาคสังคม ในหลากหลายมิติ ซึ่งในประเทศพัฒนาแล้วหลายประเทศ จะสังเกตได้ถึงบทบาทของผู้หญิงที่เปลี่ยนไป โดยผู้หญิงมีความสำคัญมากขึ้นในเรื่องต่างๆ ที่มีผลต่อการพัฒนาที่ยั่งยืนของประเทศ คำว่า Womenomics มักจะถูกใช้ให้หมายถึง Trend ของการที่ผู้หญิงเข้ามามีบทบาท ในเรื่องต่างๆมากขึ้น ทั้งด้านการบริโภค แรงงาน ธุรกิจ เศรษฐกิจ สังคม (แปลง่ายๆคือ Trend ผู้หญิง “เป็นใหญ่”) โดย Trend ของการเปลี่ยนแปลงนี้ ทำให้ผู้บริหารภาคส่วนต่างๆ (เจ้าของธุรกิจ ผู้ออกนโยบาย ผู้ออกกฎหมาย) หันมาทำความเข้าใจ และให้ความสำคัญ กับความต้องการและพฤติกรรมของผู้หญิงกันมากขึ้น เนื่องจากต้องการ ส่วนแบ่งตลาด... Continue Reading →

Advertisements

Expecting the Unexpected

 Photo by Trina Alexander (license) If you haven’t been out in the woods somewhere in the past month, you probably have heard of the “shocking” stories on the newspapers and the social networks, ranging from the celibate’s change of heart, the teenage starlet’s drug abuse, to the superstar’s impromptu marriage announcement. So why do we... Continue Reading →

ภูมิคุ้มกัน – ข้อดีของเรื่องร้ายๆ

  Photo by David Blackwell (license) ช่วงนี้โรคมือเท้าปากกำลังระบาด หากใครร่างกายไม่แข็งแรง ไม่มีภูมิคุ้มกันที่ดี ก็อาจติดโรคนี้ได้ ต้องล้มหมอนนอนเสื่อกันไป จากเหตุการณ์โรคระบาดนี้ ทำให้อยากพูดเรื่องของภูมิคุ้มกัน การไม่มีภูมิคุ้มกันทำให้ร่างกายอ่อนแอ เจ็บป่วยง่าย ไม่มีแรงไปทำหน้าที่ของตนได้อย่างเต็มที่ ในบางครั้งอาจเป็นเหตุ (ส่วนหนึ่ง) ที่ทำให้อาณาจักรล่มสลายได้เลยทีเดียว หลายคนคงเคยได้ยินเรื่องราวของอาณาจักรอินคา อาณาจักรอินคา เป็นอาณาจักรโบราณที่ใหญ่ที่สุดในอเมริกาใต้ มีความเจริญรุ่งเรืองอยู่ในช่วงปี 1438 ถึง 1533 อาณาจักรอินคามีจุดเด่นในด้านสถาปัตยกรรมและวิศวกรรม นอกจากความสามารถในการคิดโครงสร้างที่ดีแล้ว น่าจะมีระบบการสั่งงานและดำเนินงานที่ดีด้วย ทำให้การสร้างสถาปัตยกรรมใหญ่ๆ เช่น มาชูปิกชู สำเร็จลุล่วงได้ ทั้งๆที่ในสมัยนั้นมนุษย์ยังไม่มีเครื่องทุ่นแรงมากนัก อาณาจักรอินคาได้ล่มสลายลงจากการบุกรุกของสเปนภายใต้การนำของ Francisco Pizarro โดยจริงๆแล้วทหารสเปนมีจำนวนน้อยกว่าทหารอินคามากนัก จากการวิเคราะห์ของนักวิชาการหลายท่าน (รวมถึง Jared Diamond) ได้ข้อสรุปว่า ชาวอินคาแพ้เพราะเสียเปรียบเรื่องอาวุธ ถูกชาวสเปนใช้กลยุทธ์จับตัวผู้นำแล้วหักหลัง แต่อีกเหตุผลที่สำคัญและน่าสนใจคือ ชาวอินคาจำนวนมากมายได้ตายลงจากไข้ทรพิษที่ทหารสเปนนำเข้ามาแพร่ โดยไข้ทรพิษนี้มิได้ทำร้ายทหารสเปนแต่อย่างใด เนื่องจากทหารสเปนมีภูมิคุ้มกัน[1],[2] ว่ากันว่าที่ทหารสเปนมีภูมิคุ้มกันต่อโรคร้ายๆได้เพราะก่อนหน้านี้ (ในยุค Middle Ages) ยุโรปได้ผ่านเหตุการณ์โรคระบาดที่คร่าชีวิตคนมาแล้วหลายครั้ง ผู้ที่รอดได้ก็จะมีสร้างภูมิคุ้มกันโรคเหล่านั้น... Continue Reading →

Agree to Disagree – เห็นด้วยว่าเห็นไม่ตรงกัน

Photo by Spencer Finnley (license) มีทฤษฎีของนักเศรษฐศาสตร์รางวัลโนเบลท่านหนึ่งบอกว่า หากคนที่“มีเหตุผล”สองคน มีความรู้และข้อมูลพื้นฐานที่เหมือนกัน (Common Prior) เขาสองคนนั้นจะมีความเห็นที่ตรงกัน (Robert Aumann (1976))[1] ท่านอ่านแล้วคงตบโต๊ะ หัวเราะลั่น บอกว่า แล้วที่เห็นกันอยู่ในสังคมเราทุกวันนี้เล่าคืออะไร เหตุผลข้อหนึ่งก็คงเป็นเพราะว่า หลายๆคนที่เห็นไม่ตรงกันนั้น มีความรู้และข้อมูลพื้นฐานที่ต่างกัน (เนื่องจากต่างครอบครัว ต่างสังคม ต่างสิ่งแวดล้อม ฯลฯ) หรืออาจเป็นไปได้ว่าคนบางคนหรือคนบางกลุ่ม“ไม่มีเหตุผล” แต่ถึงแม้ว่าทุกคนจะ“มีเหตุผล” และทุกคนมีความรู้และข้อมูลพื้นฐานที่เหมือนกัน เขาเหล่านั้นจะมีความเห็นตรงกันจริงหรือ (ท่านลองหาคำตอบดูเองดีไหม) ประเด็นที่อยากจะเน้นวันนี้คือ ทำอย่างไรจึงจะทำให้คนที่เห็นไม่ตรงกันจะอยู่ร่วมกันได้ในสังคมเดียวกัน แนวคิดเรื่อง Agree to Disagree มีอยู่ว่า ต่างฝ่ายต่างเห็นด้วยว่าเห็นไม่ตรงกันในเรื่องๆหนึ่ง (หรือหลายๆเรื่อง) แต่การทะเลาะกัน ต่อสู้กันไปไม่เกิดประโยชน์ และไม่ใช่ทางออกที่ดีที่สุด จึงตกลงกันว่าจะเคารพความเห็นของอีกฝ่ายและอยู่ร่วมกันได้แม้จะไม่เห็นด้วย (ทำนองว่า I respect your opinion although I do not agree to it.)... Continue Reading →

หาก โรบินสัน ครูโซ มาติดเกาะที่มัลดีฟส์

Robinson Crusoe’s Economy @Maldives ท่านคงเคยได้ยินเรื่องราวของ โรบินสัน ครูโซ (Robinson Crusoe) [1] ใช่ไหมคะ โรบินสัน ครูโซ เป็นนิยายที่เขียนโดย แดเนียล ดีโฟ (Daniel Defoe) เกี่ยวกับนักเดินเรือชาวอังกฤษที่ต้องไปติดเกาะร้างกลางมหาสมุทรอยู่หลายปี โดยช่วงปีท้ายๆที่อยู่บนเกาะ โรบินสันได้ช่วยเหลือเด็กพื้นเมืองคนหนึ่งให้รอดชีวิตจากการถูกคนป่าฆ่าจับกินเป็นอาหาร เด็กคนนี้เลยมาใช้ชีวิตอยู่เป็นเพื่อนและผู้รับใช้ให้กับโรบินสัน โดยโรบินสันได้ตั้งชื่อเด็กคนนี้ว่า Friday เนื่องจากวันศุกร์เป็นวันที่โรบินสันเจอเด็กคนนี้นั่นเอง รีสอร์ทที่ดิฉันไปพักที่มัลดีฟส์มีคอนเซปต์เก๋ไก๋อยู่ว่า แขกแต่ละกรุ๊ปที่ไปพักจะได้รับการจัดสรร “Mr. Friday” ให้หนึ่งคน โดย “Mr. Friday” ก็คือ บัตเลอร์ (Butler) ที่จะคอยดูแลความเรียบร้อยเรื่องที่พัก อาหาร และกิจกรรมต่างๆ ให้กับแขกของรีสอร์ทตลอดระยะเวลาที่อยู่บนเกาะ เมื่อเข้ามาในห้องพักแล้วทางรีสอร์ทยังมีหนังสือนิยาย โรบินสัน ครูโซ วางไว้ให้อ่านเล่นอีกด้วย ประมาณว่าคงอยากจะให้แขกที่มาพักรู้สึกอินกับบรรยากาศชาวเกาะท่ามกลางธรรมชาติ เหมือนกับตอนที่โรบินสัน มาติดเกาะร้างกลางทะเลฉันใดฉันนั้น (เพียงแต่ในการพักผ่อนของเราทางรีสอร์ทมีอุปกรณ์โน่นนี่ให้ใช้ ไม่ต้องลำบากจริงๆอย่างโรบินสัน)   One-Palm Island ดิฉันเริ่มอินกับบรรยากาศชาวเกาะและเรื่องราวของโรบินสัน ด้วยความที่ดิฉันไม่ได้เป็นนักวรรณกรรมแต่เป็นนักเศรษฐศาสตร์ ทำให้ดิฉันไม่ได้นึกถึงผลงานต่างๆของ... Continue Reading →

งดรับข่าวสาร & เดินเท้าเปล่า ที่มัลดีฟส์

No News No Shoes @Maldives   เปลกลางน้ำสำหรับการพักผ่อนแบบสบายๆ ช่วงหยุดยาวที่ผ่านมาดิฉันได้มีโอกาสไปเที่ยวหมู่เกาะมัลดีฟส์ เขาว่ากันว่าที่นี่สวยงามราวกับสวรรค์บนดิน แอบเห็นรูปถ่ายมาหลายครั้งและตั้งใจเอาไว้นานแล้วว่าวันหนึ่งจะได้มีโอกาสไปเยือนที่นี่ สวยมากจริงๆค่ะ เลยเอารูปมาฝากและขอเล่าสู่กันฟังเรื่องเกี่ยวกับหมู่เกาะแห่งนี้ค่ะ ประเทศมัลดีฟส์ประกอบด้วยกลุ่มหมู่เกาะที่เกิดขึ้นจากการทับถมของปะการัง (Atolls) ตั้งอยู่ในมหาสมุทรอินเดีย เยื้องๆอยู่ทางล่างซ้ายของอินเดียและศรีลังกา อุตสาหกรรมที่ใหญ่ที่สุดของประเทศนี้คืออุตสาหกรรมการท่องเที่ยว ซึ่งมีมูลค่าถึง 28% ของ GDP โดยในแต่ละปีมีนักท่องเที่ยวไปเที่ยวมัลดีฟส์ถึง 500,000 คนทีเดียวค่ะ[1],[2] ประเทศมัลดีฟส์มีประชากรประมาณ 300,000 คน โดยแทบจะทั้งหมดนับถือศาสนาอิสลามเนื่องจากชาวมัลดีฟส์ไม่ได้รับอนุญาตให้ประกอบพิธีตามศาสนาอื่นได้ เชื่อกันว่าชาวพื้นเมืองดั้งเดิมอพยพมาจากอินเดียและศรีลังกา ในอดีตประเทศมัลดีฟส์เคยอยู่ภายใต้การอารักขาของประเทศอังกฤษ และได้เป็นอิสระปกครองตนเองเมื่อปี 1965 ปัจจุบันมีการปกครองประชาธิปไตยแบบสาธารณรัฐ หากท่านผู้อ่านได้ติดตามข่าวก็อาจได้ยินว่าเมื่อช่วงปลายปี 2011 ถึงต้นปี 2012 มีการประท้วงต่อเนื่องที่เมืองมาเล (เมืองหลวงของมัลดีฟส์) เนื่องจากประชาชนไม่พอใจเรื่องปัญหาเศรษฐกิจและการเมืองภายในประเทศ การประท้วงนี้ได้ทำให้ประธานาธิบดี Mohamed Nasheed ต้องลาออกจากตำแหน่ง (ในเดือนกุมภาพันธ์ 2012) ซึ่งนาย Mohammed Waheed Hassan (เดิมเป็นรองประธานาธิบดี) ได้ขึ้นดำรงตำแหน่งแทน โดยการเลือกตั้งครั้งต่อไปจะมีขึ้นในปี 2013[3],[4]  ... Continue Reading →

ทำไมจึงมีคนโสดอยู่มากมาย?

Search and Matching หากคุณใช้เวลาส่วนใหญ่นั่งคุยนั่งเสวนากับสาวโสดวัยสามสิบเศษๆ หัวข้อที่ดูจะหลีกเลี่ยงไม่ได้คงจะเป็นเรื่องความยากในการหาแฟน บ้างก็บ่นว่าผู้ชายดีๆน่ะไม่มีเหลือเสียแล้ว บ้างก็บอกว่าพวกดีๆน่ะก็พอมีอยู่แต่ดูจะเรื่องมากเลือกมาก เป็นพวกกลัวการผูกมัด เป็นพวกกลัวขาดอิสรภาพ เป็นพวกบ้างาน ไม่เช่นนั้นก็มีปัญหาโน่นนี่มากมาย จริงๆแล้วกระบวนการหาแฟนในตลาดของคนโสดมีความคล้ายกันกับกระบวนการหางานในตลาดแรงงานมากทีเดียว วัตถุประสงค์ก็คล้ายกันนั่นคือการ “หาคู่” ให้กับสิ่งที่เหมาะสมกัน นักเศรษฐศาสตร์ได้คิดค้น “ทฤษฎีการค้นหาและจับคู่“ (Search and Matching Theory) เพื่ออธิบายการค้นหาและจับคู่ในตลาดแรงงานระหว่างผู้หางานกับผู้จ้างงาน ซึ่งทฤษฎีนี้สามารถนำมาใช้อธิบายการค้นหาและจับคู่ในตลาดของคนโสดระหว่างผู้ชายกับผู้หญิงได้ด้วย[1]  โดยเมื่อปี 2010 ปีเตอร์ ไดมอนด์ (Peter Diamond) เดล มอร์เทนเซน (Dale Mortensen) และ คริสโตเฟอร์ พิสซาไรด์ส (Christopher Pissarides) ได้รับรางวัลโนเบลสาขาเศรษฐศาสตร์[2]  สำหรับงานวิจัยที่พวกเขาทั้งสามได้คิดค้นขึ้นเกี่ยวกับทฤษฎีการค้นหาและจับคู่นี้[3]  ทฤษฎีนี้อธิบายว่า ทำไมในสังคมที่มีผู้ว่างงานซึ่งหางานไม่ได้จึงมีผู้จ้างงานที่หาลูกจ้างไม่ได้ในขณะเดียวกัน ก็คงจะคล้ายกับเหตุผลของการที่ในสังคมมีผู้ชายโสดที่หาแฟนไม่ได้และก็มีผู้หญิงโสดที่หาแฟนไม่ได้ในขณะเดียวกัน นักเศรษฐศาสตร์อธิบายว่าการ “หาคู่” ในตลาดนั้นมักจะมี “อุปสรรค” (Frictions) จึงทำให้การหาคู่เป็นไปได้ยาก อุปสรรคอย่างแรกคือมนุษย์มีคุณลักษณะที่ต่างกัน (Heterogeneity) หากคุณเข้าไปในตลาดขายผัก หรือตลาดขายทอง คงจะไม่ยากนักที่คุณจะสามารถซื้อผักคะน้าหนึ่งกิโลหรือทองคำแท่งสิบบาทได้ หากแต่การที่มนุษย์แต่ละคนมีคุณลักษณะที่ต่างกันอย่างลึกซึ้ง... Continue Reading →

“พอดี” ตามแนวพุทธกับ “พอดี” ตามแนวเศรษฐศาสตร์

Moderation vs. Diminishing Return[1] คำว่า "พอดี" ตามแนวพุทธ กับคำว่า "พอดี" ตามแนวเศรษฐศาสตร์ เหมือนหรือต่างกันอย่างไร เป็นไปได้ไหมที่จะใช้เครื่องมือทางเศรษฐศาสตร์ประเภทกราฟและสมการตัวเลขมาใช้อธิบายเรื่องการกินอยู่แต่พอดีตามแนวพุทธ[2] น่าคิดทีเดียวว่าเมื่อก่อนสมัยเรายังไม่มีกราฟ ไม่มีสมการตัวเลข พุทธศาสนาได้เสนอแนวคิดเรื่องของการกินอยู่แต่พอดีขึ้น ต่อมาเมื่อเราได้เรียนรู้เรื่องของกราฟ เรื่องของสมการตัวเลข และสาขาวิชาเศรษฐศาสตร์ เครื่องมือและศาสตร์เหล่านี้สามารถถูกนำมาใช้เสนอทฤษฎีที่สอดคล้องและอธิบายเรื่องของการกินอยู่แต่พอดีได้ พุทธศาสนามีต้นกำเนิดเมื่อสองพันกว่าปีมาแล้ว หลักพุทธศาสนาเรื่องการกินอยู่แต่พอดีคงเป็นเรื่องที่หลายคนน่าจะคุ้นเคยกันดีอยู่ ถ้าจะให้ดิฉันขยายความตามความเข้าใจ ดิฉันมองว่าการกินอยู่แต่พอดีคือการทำอะไรตามสมควร ไม่น้อยไป ไม่มากไป เพราะน้อยไปก็เป็นทุกข์ มากไปก็เป็นทุกข์ พระพุทธเจ้าได้สอนเอาไว้เรื่องการเลือกเดินทางสายกลางอันนำไปสู่ทางพ้นทุกข์ โดยได้ให้หลักการของทางสายกลางในด้านความเห็น ความคิด การพูด ความประพฤติ การประกอบอาชีพ ความเพียร การมีสติ และการมีสมาธิ สรุปโดยรวมได้ว่า หากเราดำเนินชีวิตแต่พอดี อยู่ในศีลธรรมและความเหมาะสม ชีวิตของเราน่าจะประสบกับความสุขที่แท้จริง หากจะยกแง่สังเกตเรื่องการกินอยู่แต่พอดีในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการบริโภค เคยรู้สึกไหมว่าการทานอาหารที่น้อยไปทำให้ไม่มีเรี่ยวแรง ส่วนการทานอาหารที่มากเกินไปก็ทำให้อิ่มจนปวดท้อง ปกติแล้วการทานแต่พอดีนี่แหละที่น่าจะทำให้มีความสุขความพอใจมากที่สุด เมื่อสองร้อยกว่าปีที่ผ่านมาวิชาเศรษฐศาสตร์ได้ถือกำเนิดขึ้น หลักเศรษฐศาสตร์เรื่องหนึ่งได้นำเสนอกฎแห่งการลดน้อยถอยลงของความสุขความพอใจจากการบริโภค (Law of Diminishing Marginal Utility)[3] ว่าความสุขความพอใจที่ได้เพิ่มขึ้นจากการบริโภคของชิ้นแรกๆจะสูงมาก ต่อมาความสุขความพอใจที่ได้เพิ่มขึ้นจากการบริโภคของชิ้นถัดๆมาจะลดลง หลังจากนั้นหากยังดันทุรังจะบริโภคต่อไปนอกจากจะไม่ทำให้ความสุขความพอใจเพิ่มขึ้นแล้ว ยังให้ความทุกข์กับผู้บริโภคอีกด้วย... Continue Reading →

WordPress.com.

Up ↑