Expecting the Unexpected

Buddhism, Life

 Unexpected_SindorellaPhoto by Trina Alexander (license)

If you haven’t been out in the woods somewhere in the past month, you probably have heard of the “shocking” stories on the newspapers and the social networks, ranging from the celibate’s change of heart, the teenage starlet’s drug abuse, to the superstar’s impromptu marriage announcement.

So why do we find these headlines so “shocking” or “unexpected”? Have we expected things to be otherwise? Have we expected things to be “normal”?

People (mostly not relating to the persons in the stories), caught by surprise, spent hours arguing over which piece of information is true and which piece is made-up, trying to determine who is the angel deserving of sympathy and who is the devil deserving of condemnation. In reality, we would never know which information is valid and which information is false. It’s always the “he said she said,” or the “friend of friend of friend said,” stories. Even if we hear it from the direct source, we could never know if they speak the truth. The fact is if someone does something wrong, it is wrong even though no one can prove it. The fact is if someone does something wrong, they will suffer from the consequence of their action sooner or later, in this life or in future life.

Looking at our own lives, do the “unexpected” also happen to us? Do we lose our loved ones (dead or alive)? Do we lose our money? Do we face with serious health problems? Are we betrayed by trusted friends? Are we blamed or accused for something we didn’t do?

We (the persons in the stories), caught by surprise, spent hours going through traumas, tears, and disbeliefs, screaming “Life is unfair,” “I do not deserve this,” “What have I ever done to the persons who caused me the pain?” In reality, we may not remember the mistakes we have done early on in this life or in our previous lives. Even if we do remember, we may not want to admit them or we may not want to admit how severe they were. The fact is if we have done something wrong, it is wrong even though no one can prove it. The fact is if we have done something wrong, we will suffer from the consequence of our action sooner or later, in this life or in future life.

So how can we be prepared for the “unexpected”?

First, you cannot change the past and you cannot undo what you have done. Accept it that bad things can happen to you and they are the results of your bad karma. If you practice mindfulness, there is a technique that allows you feel less pain by learning how to be just an “observer” of such pain.

Second, you can always create your future. Everything is about cause and effect. You can create your good fortune by becoming a better person, doing more of the good deeds and avoiding the bad deeds. You can start today and you can always start over.

Of course, once in while you may feel that you are doing all the best you can but you are receiving all the worst of this world. On the other hand, the awful lying mean-spirited human being is receiving all the best that the world can offer. This can be exhausting. (Yes, I am exhausted from time to time.)

I have to admit that it took me a while to come to terms with Law of karma. I neither can prove it directly to you nor even to myself. But if I don’t believe in Law of karma, then I would have to keep digging and digging to find a better answer to the question why sometimes I am so “unlucky” or so “lucky.” Well, it could be randomness. Well, it could be coincidence. Well, maybe. But these answers would not make me want to become a better person. These answers would not help us create a better society. Thus, in my humble opinion, believing in Law of karma is the best strategy. It also helps me sleep at night.

Maybe your good karma hasn’t caught up with you yet. Maybe the awful lying mean-spirited human being has done mega-merit projects in his/her past lives. Well, maybe.

As many have said, “what goes around comes around.” So, stick with the do-good plan and don’t give up on your good karma yet.

Written by Dr. Ploy (9 August 2013)

All suggestions and comments are welcome!

www.facebook.com/RationallyInteresting

RationallyInteresting@hotmail.com

ภูมิคุ้มกัน – ข้อดีของเรื่องร้ายๆ

Society

 

Photo by David Blackwell (license)

ช่วงนี้โรคมือเท้าปากกำลังระบาด หากใครร่างกายไม่แข็งแรง ไม่มีภูมิคุ้มกันที่ดี ก็อาจติดโรคนี้ได้ ต้องล้มหมอนนอนเสื่อกันไป

จากเหตุการณ์โรคระบาดนี้ ทำให้อยากพูดเรื่องของภูมิคุ้มกัน การไม่มีภูมิคุ้มกันทำให้ร่างกายอ่อนแอ เจ็บป่วยง่าย ไม่มีแรงไปทำหน้าที่ของตนได้อย่างเต็มที่ ในบางครั้งอาจเป็นเหตุ (ส่วนหนึ่ง) ที่ทำให้อาณาจักรล่มสลายได้เลยทีเดียว

หลายคนคงเคยได้ยินเรื่องราวของอาณาจักรอินคา

อาณาจักรอินคา เป็นอาณาจักรโบราณที่ใหญ่ที่สุดในอเมริกาใต้ มีความเจริญรุ่งเรืองอยู่ในช่วงปี 1438 ถึง 1533 อาณาจักรอินคามีจุดเด่นในด้านสถาปัตยกรรมและวิศวกรรม นอกจากความสามารถในการคิดโครงสร้างที่ดีแล้ว น่าจะมีระบบการสั่งงานและดำเนินงานที่ดีด้วย ทำให้การสร้างสถาปัตยกรรมใหญ่ๆ เช่น มาชูปิกชู สำเร็จลุล่วงได้ ทั้งๆที่ในสมัยนั้นมนุษย์ยังไม่มีเครื่องทุ่นแรงมากนัก อาณาจักรอินคาได้ล่มสลายลงจากการบุกรุกของสเปนภายใต้การนำของ Francisco Pizarro โดยจริงๆแล้วทหารสเปนมีจำนวนน้อยกว่าทหารอินคามากนัก จากการวิเคราะห์ของนักวิชาการหลายท่าน (รวมถึง Jared Diamond) ได้ข้อสรุปว่า ชาวอินคาแพ้เพราะเสียเปรียบเรื่องอาวุธ ถูกชาวสเปนใช้กลยุทธ์จับตัวผู้นำแล้วหักหลัง แต่อีกเหตุผลที่สำคัญและน่าสนใจคือ ชาวอินคาจำนวนมากมายได้ตายลงจากไข้ทรพิษที่ทหารสเปนนำเข้ามาแพร่ โดยไข้ทรพิษนี้มิได้ทำร้ายทหารสเปนแต่อย่างใด เนื่องจากทหารสเปนมีภูมิคุ้มกัน[1],[2]

ว่ากันว่าที่ทหารสเปนมีภูมิคุ้มกันต่อโรคร้ายๆได้เพราะก่อนหน้านี้ (ในยุค Middle Ages) ยุโรปได้ผ่านเหตุการณ์โรคระบาดที่คร่าชีวิตคนมาแล้วหลายครั้ง ผู้ที่รอดได้ก็จะมีสร้างภูมิคุ้มกันโรคเหล่านั้น และถ่ายทอดให้ลูกหลานในรุ่นถัดไป Jared Diamond เชื่อว่าโรคร้ายๆส่วนใหญ่ที่เกิดขึ้นในยุโรป เกิดจากการที่คนใกล้ชิดกับสัตว์ที่ถูกนำมาใช้งาน ทำให้คนติดโรคจากสัตว์เหล่านั่น โดยสมัยนั้นทวีปยุโรปมีสัตว์ใช้งานหลายชนิด ในขณะที่ทวีปอเมริกาใต้มีเพียงแค่ตัวลามะ (Lama) จึงทำให้ไม่ได้มีเหตุการณ์โรคระบาดเกิดขึ้นมากนัก[3]

มานั่งคิดๆ หากชาวอินคาเคยได้เจอกับโรคทรพิษมาก่อนที่จะโดนสเปนรุกรานก็อาจจะมีภูมิคุ้มกัน อาจจะไม่แพ้สเปน หรือแพ้ยากกว่านี้ หรือถ้าอาณาจักรอินคาเคยมีโรคร้ายๆแปลกๆมาก่อน ทำให้ชาวท้องถิ่นมีภูมิคุ้มกัน เมื่อสเปนมาบุกรุก เหตุการณ์อาจจะกลับตาลปัตร โดยผู้บุกรุกอาจล้มตายด้วยเชื้อโรคท้องถิ่นแทนก็เป็นได้ อาณาจักรอินคาอาจไม่ต้องพ่ายแพ้แก่สเปนและล่มสลายไป

ได้รับรู้ประโยชน์ของ “ภูมิคุ้มกัน” จากเรื่องราวของอาณาจักรอินคาแล้ว คงเห็นด้วยว่าการมีภูมิคุ้มกันจะทำให้เราได้เปรียบ โดยดิฉันไม่อยากให้คำว่า “ภูมิคุ้มกัน” นี้หมายถึงภูมิคุ้มกันโรคเพียงอย่างเดียว แต่อยากให้หมายความรวมถึงภูมิคุ้มกันชีวิต นั่นคือ ภูมิคุ้มกันต่อความผิดหวัง ความล้มเหลว การถูกต่อว่านินทา และการต้องเจอะเจอเรื่องแย่ๆหรือคนแย่ๆ การมีภูมิคุ้มกันต่อสิ่งเหล่านี้ทำให้เราสามารถฟื้นตัวลุกขึ้นยืนใหม่ได้อย่างรวดเร็วและมั่นคง โดยไม่ต้องพ่ายแพ้ท้อถอยไป

ทำอย่างไรจึงจะมีภูมิคุ้มกัน

ถ้าเป็นเรื่องของโรค ก็ฉีดวัคซีน โดยวัคซีนคือเชื้อโรคที่ตายแล้วหรืออ่อนกำลัง ถ้าเป็นเรื่องของชีวิต คงไม่มีใครที่เจตนาอยากจะสร้างเรื่องร้ายๆให้เกิดกับชีวิตตัวเอง แต่การที่ทุกสิ่งอย่างไม่แน่นอน ทำให้เรื่องร้ายๆ หรือความผิดหวังสามารถเกิดขึ้นได้กับทุกๆคนทั่วหน้ากัน เมื่อเรื่องร้ายๆเกิดขึ้น จงมองในแง่ดีว่า โชคดีแล้วที่เรื่องนี้เกิดขึ้นกับเรา ทำให้เราแข็งแกร่ง ยิ่งเรื่องนี้เกิดขึ้นกับเราเร็วเท่าไหร่ เราก็มีโอกาสได้สร้างภูมิคุ้มกันก่อนใครๆเขา 

“What doesn’t kill you makes you stronger.” Friedrich Nietzsche

Written by Dr. Ploy (22 July 2012)

All suggestions and comments are welcome!

www.facebook.com/RationallyInteresting

RationallyInteresting@hotmail.com


[2] “Guns, Germs, and Steel” by Jared Diamond

[3] Ibid.

Agree to Disagree – เห็นด้วยว่าเห็นไม่ตรงกัน

Society

Photo by Spencer Finnley (license)

มีทฤษฎีของนักเศรษฐศาสตร์รางวัลโนเบลท่านหนึ่งบอกว่า หากคนที่“มีเหตุผล”สองคน มีความรู้และข้อมูลพื้นฐานที่เหมือนกัน (Common Prior) เขาสองคนนั้นจะมีความเห็นที่ตรงกัน (Robert Aumann (1976))[1]

ท่านอ่านแล้วคงตบโต๊ะ หัวเราะลั่น บอกว่า แล้วที่เห็นกันอยู่ในสังคมเราทุกวันนี้เล่าคืออะไร

เหตุผลข้อหนึ่งก็คงเป็นเพราะว่า หลายๆคนที่เห็นไม่ตรงกันนั้น มีความรู้และข้อมูลพื้นฐานที่ต่างกัน (เนื่องจากต่างครอบครัว ต่างสังคม ต่างสิ่งแวดล้อม ฯลฯ) หรืออาจเป็นไปได้ว่าคนบางคนหรือคนบางกลุ่ม“ไม่มีเหตุผล”

แต่ถึงแม้ว่าทุกคนจะ“มีเหตุผล” และทุกคนมีความรู้และข้อมูลพื้นฐานที่เหมือนกัน เขาเหล่านั้นจะมีความเห็นตรงกันจริงหรือ (ท่านลองหาคำตอบดูเองดีไหม)

ประเด็นที่อยากจะเน้นวันนี้คือ ทำอย่างไรจึงจะทำให้คนที่เห็นไม่ตรงกันจะอยู่ร่วมกันได้ในสังคมเดียวกัน

แนวคิดเรื่อง Agree to Disagree มีอยู่ว่า ต่างฝ่ายต่างเห็นด้วยว่าเห็นไม่ตรงกันในเรื่องๆหนึ่ง (หรือหลายๆเรื่อง) แต่การทะเลาะกัน ต่อสู้กันไปไม่เกิดประโยชน์ และไม่ใช่ทางออกที่ดีที่สุด จึงตกลงกันว่าจะเคารพความเห็นของอีกฝ่ายและอยู่ร่วมกันได้แม้จะไม่เห็นด้วย (ทำนองว่า I respect your opinion although I do not agree to it.)

บางท่านอาจไม่เห็นด้วยกับแนวคิดนี้ มองว่ามันไม่ได้แก้ปัญหาต้นตอที่ทำให้ขัดแย้งกันตั้งแต่แรก (ดิฉันเห็นด้วยว่าเราเห็นไม่ตรงกันค่ะ) ดิฉันมองว่า หากในขณะนี้ยังหาวิธีที่ดีกว่านี้ไม่ได้ การอยู่แบบ Agree to Disagree โดยเบียดเบียนกันให้น้อยที่สุดน่าจะเป็นการแก้ปัญหาที่ดีที่สุด แน่นอนว่าหากวันหนึ่งเราสามารถคิดค้นวิธีที่ดีกว่านี้ได้เราจึงค่อยเปลี่ยนไปใช้วิธีนั้น

การคิดค้นทางออกใหม่ (ที่ดีกว่า Agree to Disagree) คงจะต้องเริ่มที่ให้ทุกฝ่ายได้รับความรู้และข้อมูลพื้นฐานที่ถูกต้องเหมือนกัน (อาจจะยังไม่แก้ปัญหาซักทีเดียว แต่วิธีนี้จะนำไปสู่การตัดสินใจที่ดีขึ้นกว่าตอนที่ข้อมูลไม่ตรงกัน) ขั้นต่อมาคือการสร้างเป้าหมายระยะยาวที่ตรงกัน โดยแต่ละฝ่ายอาจเห็นไม่ตรงกันในระยะสั้น เช่น คนโน้นอยากได้นี่ คนนี้อยากได้นั่น แต่หากมองให้ยาวออกไปทุกฝ่ายอาจมีเป้าหมายระยะยาวที่สอดคล้องกัน เช่น อยากให้ครอบครัวมีความสุข อยากให้องค์กรมั่นคงและมีกำไร หรืออยากให้ประเทศชาติเจริญก้าวหน้า เมื่อหาเป้าหมายระยะยาวที่ตรงกันได้แล้วก็พยายามคิดแผนการให้เราไปสู่เป้าหมายนั้นได้[2]

เข้าใจค่ะว่าฟังดูง่ายแต่จริงๆแล้วทำยาก เพราะฉะนั้นในขณะที่เรายังคิดค้นหาทางออกใหม่ไม่ได้ เรามาลองใช้วิธี Agree to Disagree ดูก่อนเพื่อจะได้อยู่ร่วมกับคนที่เราไม่เห็นด้วยได้อย่างสงบสุขค่ะ

Written by Dr. Ploy (7 July 2012)

All suggestions and comments are welcome!

www.facebook.com/RationallyInteresting

RationallyInteresting@hotmail.com


[1] Aumann, Robert (1976), Agreeing to Disagree, The Annals of Statistics, Vol. (4), No. 6, pp. 1236-1239.

Aaronson, Scott (2005), The Complexity of Agreement, Proceedings of ACM STOC, pp. 634-643.

[2] ประยุกต์มาจากแนวคิดในหนังสือ “Crucial Conversations: Tools for Talking When Stakes are High” by Kerry Patterson, Joseph Grenny, Ron Mcmillan, and Al Switzler.

หาก โรบินสัน ครูโซ มาติดเกาะที่มัลดีฟส์

Labor Economics, Travel

Robinson Crusoe’s Economy @Maldives

ท่านคงเคยได้ยินเรื่องราวของ โรบินสัน ครูโซ (Robinson Crusoe) [1] ใช่ไหมคะ โรบินสัน ครูโซ เป็นนิยายที่เขียนโดย แดเนียล ดีโฟ (Daniel Defoe) เกี่ยวกับนักเดินเรือชาวอังกฤษที่ต้องไปติดเกาะร้างกลางมหาสมุทรอยู่หลายปี โดยช่วงปีท้ายๆที่อยู่บนเกาะ โรบินสันได้ช่วยเหลือเด็กพื้นเมืองคนหนึ่งให้รอดชีวิตจากการถูกคนป่าฆ่าจับกินเป็นอาหาร เด็กคนนี้เลยมาใช้ชีวิตอยู่เป็นเพื่อนและผู้รับใช้ให้กับโรบินสัน โดยโรบินสันได้ตั้งชื่อเด็กคนนี้ว่า Friday เนื่องจากวันศุกร์เป็นวันที่โรบินสันเจอเด็กคนนี้นั่นเอง

รีสอร์ทที่ดิฉันไปพักที่มัลดีฟส์มีคอนเซปต์เก๋ไก๋อยู่ว่า แขกแต่ละกรุ๊ปที่ไปพักจะได้รับการจัดสรร “Mr. Friday” ให้หนึ่งคน โดย “Mr. Friday” ก็คือ บัตเลอร์ (Butler) ที่จะคอยดูแลความเรียบร้อยเรื่องที่พัก อาหาร และกิจกรรมต่างๆ ให้กับแขกของรีสอร์ทตลอดระยะเวลาที่อยู่บนเกาะ เมื่อเข้ามาในห้องพักแล้วทางรีสอร์ทยังมีหนังสือนิยาย โรบินสัน ครูโซ วางไว้ให้อ่านเล่นอีกด้วย ประมาณว่าคงอยากจะให้แขกที่มาพักรู้สึกอินกับบรรยากาศชาวเกาะท่ามกลางธรรมชาติ เหมือนกับตอนที่โรบินสัน มาติดเกาะร้างกลางทะเลฉันใดฉันนั้น (เพียงแต่ในการพักผ่อนของเราทางรีสอร์ทมีอุปกรณ์โน่นนี่ให้ใช้ ไม่ต้องลำบากจริงๆอย่างโรบินสัน)

 

One-Palm Island

ดิฉันเริ่มอินกับบรรยากาศชาวเกาะและเรื่องราวของโรบินสัน ด้วยความที่ดิฉันไม่ได้เป็นนักวรรณกรรมแต่เป็นนักเศรษฐศาสตร์ ทำให้ดิฉันไม่ได้นึกถึงผลงานต่างๆของ แดเนียล ดีโฟ แต่ดันไปนึกถึงเรื่องของระบบเศรษฐกิจแบบ โรบินสัน ครูโซ (Robinson Crusoe’s Economy)[2] ขึ้นมาแทน ยิ่งตอนที่ได้เห็น One-Palm Island (รูปข้างบน) แล้วรู้สึกตื่นเต้นมาก นึกถึงสมัยตอนเรียนเรื่องระบบเศรษฐกิจแบบ โรบินสัน ครูโซ ขึ้นมาทันที หากตอนที่ดิฉันเรียนอาจารย์มีรูปนี้ให้ดู ดิฉันคงเรียนเรื่องนี้ได้อย่าง “เห็นภาพ” มากขึ้นทีเดียว

 

นิยายเรื่อง Robinson Crusoe เขียนโดย Daniel Defoe ในปี 1719

 

โต๊ะนักเรียน 😉

ก่อนจะเล่าให้ฟังเรื่องระบบเศรษฐกิจแบบ โรบินสัน ครูโซ ขอเกริ่นก่อนว่า การอธิบายระบบเศรษฐกิจที่มีอยู่ในชีวิตจริงเป็นเรื่องยากและซับซ้อน การสอนวิชาเศรษฐศาสตร์ในห้องเรียนจึงมักเริ่มที่โมเดลของระบบเศรษฐกิจแบบที่ “ง่ายที่สุด” ก่อน คำว่า “ง่ายที่สุด” หมายถึง มีตัวละครน้อย มีชนิดของสินค้าน้อย มีทางเลือกในการตัดสินใจของตัวละครน้อย และข้อมูลหลายๆอย่างในเรื่องมักจะถูกกำหนดมาให้โดยไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ หลังจากที่นักเรียนเข้าใจระบบเศรษฐกิจแบบง่ายแล้ว โมเดลก็จะถูกทำให้ซับซ้อนมากขึ้น คือมีตัวละครมากขึ้น มีชนิดของสินค้ามากขึ้น มีทางเลือกในการตัดสินใจของตัวละครมากขึ้น และข้อมูลหลายๆอย่างในเรื่องจะสามารถถูกเปลี่ยนแปลงได้ เมื่อนักเรียนเก่งขึ้นอีกขั้นก็จะสามารถเอาโมเดลที่เรียนในห้องเรียนนี้ไปพัฒนาต่อเติมเองให้ซับซ้อนได้ยิ่งขึ้นอีก (วัตถุประสงค์ของการทำให้ซับซ้อนยิ่งขึ้นนี้ มิใช่ให้เอามาไว้ใช้อวดเพื่อนหรืออวดคนทั่วไปว่าฉันเก่งฉันฉลาด แต่เป็นการทำให้โมเดลสามารถอธิบายระบบเศรษฐกิจที่มีอยู่ในชีวิตจริงได้ใกล้เคียงยิ่งขึ้นค่ะ)

เรื่องของโรบินสัน (แบบง่ายที่สุด) มีอยู่ว่า โรบินสันมาติดเกาะร้าง เนื่องจากบนเกาะไม่มีใครและไม่มีอะไรนอกจากต้นมะพร้าว (โปรดดูรูป One-Palm Island ข้างบน – จริงๆต้นไม้ในรูปข้างบนคือต้นปาล์มแต่ดิฉันขอมั่วว่ามันคือต้นมะพร้าวเพื่อเอามาใช้เล่าเรื่องนี้ก่อนแล้วกันค่ะ) ทำให้โรบินสันมีเรื่องที่ต้องตัดสินใจอยู่เรื่องเดียวนั่นก็คือเขาจะเอาเวลาที่มีอยู่ไปทำอะไรดีระหว่าง (1) ไปพักผ่อนนอนตีพุงอยู่ริมหาด (Leisure) หรือ (2) ไปทำงานเก็บลูกมะพร้าว (Gathering coconuts)[3] ไว้สำหรับการรับประทาน (Consumption) โดยทั้งการพักผ่อนและการรับประทานมะพร้าวจะทำให้โรบินสันได้รับความสุขความพอใจ (Utility) เพิ่มขึ้น จะเพิ่มขึ้นมากหรือน้อยขึ้นกับความชอบของโรบินสัน (Robinson’s Utility Function) อย่างไรก็ดี โรบินสัน (เช่นเดียวกับพวกเราทุกคน) มีข้อจำกัดอยู่ว่า เขามีเวลาเพียงวันละ 24 ชั่วโมงเท่านั้น ดังนั้นโรบินสันจึงต้องตัดสินใจให้ดีว่าเขาควรจะแบ่งเวลาอย่างไร ว่าเขาควรจะพักผ่อนวันละกี่ชั่วโมง และเขาควรจะทำงาน (เพื่อจะได้มีกิน) วันละกี่ชั่วโมง

เรื่องราวของโรบินสันสามารถถูกทำให้ซับซ้อนขึ้นได้ (เพื่อให้ใกล้เคียงโลกแห่งความเป็นจริงมากขึ้น) เช่น (1) อาจมีการตั้งบริษัทเก็บมะพร้าวขึ้นมา (2) อาจมีอาชีพอื่นให้เลือกทำนอกเหนือจากการเก็บมะพร้าว เช่น ให้โรบินสันเลือกที่จะไปจับปลาได้ (3) อาจให้มีมนุษย์คนอื่นเข้ามาอยู่บนเกาะด้วย และให้มนุษย์คนนี้มีความถนัดที่ต่างจากโรบินสัน (4) อาจให้โรบินสันเลือกใช้เวลาไปเพื่อการลงทุน (Investment) ในสิ่งต่างๆได้ เช่น เอาเวลาไปพัฒนาเครื่องมือเพื่อให้การเก็บมะพร้าวหรือการจับปลามีประสิทธิภาพมากขึ้น เอาเวลาไปสร้างกระท่อม สร้างระบบเก็บกักน้ำหรือโครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure) อื่นๆ[4],[5],[6],[7]

 

น้ำใสเห็นตัวปลา

ลองมานั่งนึกเล่นๆว่า หากเราปล่อยโรบินสันไว้บนเกาะร้างนี้ แล้วเวลาผ่านไป โรบินสันจะเป็นอย่างไรบ้าง  (สมมติว่าโรบินสันไม่หนีไปไหนเสียก่อนนะคะ)

 

มาแอบดูโรบินสันกันค่ะ

สิบปีต่อมา เราอาจเห็นโรบินสันที่แก่ตัวลง ยังคงทำการเก็บมะพร้าวมารับประทาน สลับกับการนอนตีพุงสบายใจอยู่ริมหาด

หรือ สิบปีต่อมา เราอาจเห็นโรบินสันอาศัยอยู่ในกระท่อมใหญ่โต มีสวนมะพร้าวและเครื่องมือเก็บมะพร้าวที่ทันสมัย มีระบบผลิตและเก็บกักน้ำจืดไว้ใช้ นอกจากนี้ยังมีบ่อเพาะพันธุ์ปลาและเครื่องมือจับปลาที่มีประสิทธิภาพ โรบินสันอาจกำลังนั่งครุ่นคิดว่าเขาจะนำพลังงานแสงอาทิตย์ที่มีอยู่มาเก็บหรือมาแปรรูปให้เกิดประโยชน์อย่างอื่นได้หรือไม่

 

จะเป็นอย่างไรบ้างนะ

ลองมองดูโรบินสันทั้งสองคน แล้วลองคิดดูว่าเขาทั้งสองต่างกันอย่างไร ทั้งสองเริ่มด้วยต้นทุนที่เหมือนกัน คือ เกาะหนึ่งเกาะกลางทะเลกับต้นมะพร้าวหนึ่งต้น แต่สิบปีผ่านไปชีวิตของเขาต่างกันโดยสิ้นเชิง ถ้าถามดิฉัน อยากตอบว่าโรบินสันสองคนนี้แค่ “คิดต่างกัน” เท่านั้น โดยส่วนตัวแล้วดิฉัน “เลือกที่จะเชื่อ” ว่าความสามารถที่มีมาแต่กำเนิด (Innate ability) ของ “คนส่วนใหญ่” นั้นไม่ได้ต่างกันมากนัก ความแตกต่างของคนแต่ละคนจึงเกิดจากสิ่งที่พวกเขาเลือกที่จะคิดและเลือกที่จะทำ แค่นั้นเอง… (ขอเน้นว่า ดิฉันใช้คำว่า “เลือกที่จะเชื่อ” เนื่องจากดิฉันไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่ามันจริงหรือไม่ แต่ดิฉันพอใจที่จะเชื่อแบบนี้; และดิฉันใช้คำว่า “คนส่วนใหญ่” เพราะขี้เกียจเถียงเวลามีคนเอาตัวอย่างเพียงหยิบมือเดียวมาใช้อ้างว่ามันไม่ถูก)

 
 

คงจะไม่ใช่เรื่องที่ผิด หากใครพอใจที่จะเลือกเป็นโรบินสันแบบแรก คนเรามีความชอบที่ต่างกัน (Different Utility Function) ดังนั้นการพักผ่อนและการเก็บมะพร้าวอาจเป็นความสุขของใครบางคน แต่จงอย่าเลือกเป็นโรบินสันแบบแรกเพียงเพราะคิดว่าเราเป็นโรบินสันแบบที่สองไม่ได้ อย่าคิดว่าเราไม่เก่ง อย่าคิดว่าเราทำไม่ได้ เราคงไม่รู้หรอกว่ากว่าโรบินสันคนที่สองจะสร้างทุกอย่างขึ้นมาได้ เขาต้องพลาดต้องล้มเหลวมากี่ครั้ง เสียเวลาไปไม่รู้เท่าไหร่ อาจต้องแอบไปนั่งเซ็งอยู่ใต้ต้นมะพร้าวนับครั้งไม่ถ้วน กว่าที่เขาจะมีวันนี้

ไม่มีอะไรมากหรอกค่ะ มองดูโรบินสันแล้วอยากให้ย้อนดูตัวเรา อยากจะเป็นกำลังใจให้กับทุกคน ไม่อยากให้ท้อถอย (จริงๆแล้ว บอกตัวเองด้วย) การที่เราเห็นหลายๆคนประสบความสำเร็จในชีวิต เราอาจจะคิดว่าอะไรๆช่างง่ายดายสำหรับเขา จริงๆแล้วเขาต้องผ่านอะไรมากมายที่เราอาจจะไม่รู้ สิ่งที่คนที่ประสบความสำเร็จหลายๆคนเขามีเหมือนกันคือ เขามีความคิด เขามีความพยายาม และเขาไม่ยอมแพ้อะไรง่ายๆ หากเรารู้จักคิดให้เป็น มองให้ไกล และมีความมุ่งมั่น วันหนึ่งสิ่งที่เราฝันไว้ก็คงจะเป็นจริงได้เช่นกันค่ะ…

P.S. รูปทั้งหมดของทริปมัลดีฟส์ที่อยู่บน Blog นี้ ดิฉันถ่ายโดยใช้ iPhone 4 ค่ะ ต้องขอขอบคุณและยกย่องความมีวิสัยทัศน์และความพยายามของ สตีฟ จอบส์ (Steve Jobs) อย่างจริงใจ หากเราออกไปอยู่นอกโลกแล้วมองกลับเข้ามาอาจจะเห็นได้ว่าโลกของเราใบนี้เป็นเพียงเกาะร้างเกาะหนึ่ง หากแต่ว่ามีโรบินสันหลายแบบอาศัยอยู่ด้วยกันหลายคน โรบินสันแบบคุณสตีฟ (และอีกหลายท่านในวงการอื่นๆ) นี่แหละ ที่ทำให้โลกของเราในวันนี้แตกต่างจากโลกของเราเมื่อสิบปีที่แล้วอย่างสิ้นเชิง

 

Written by Dr. Ploy (7 May 2012)

All suggestions and comments are welcome!

www.facebook.com/RationallyInteresting

RationallyInteresting@hotmail.com


[3] ในบางโมเดลอาจเห็นโรบินสันไปหาของป่า, ขุดแยม, หรือเก็บลูกเบอร์รี่ แทนการเก็บลูกมะพร้าว

งดรับข่าวสาร & เดินเท้าเปล่า ที่มัลดีฟส์

Travel

No News No Shoes @Maldives

 

เปลกลางน้ำสำหรับการพักผ่อนแบบสบายๆ

ช่วงหยุดยาวที่ผ่านมาดิฉันได้มีโอกาสไปเที่ยวหมู่เกาะมัลดีฟส์ เขาว่ากันว่าที่นี่สวยงามราวกับสวรรค์บนดิน แอบเห็นรูปถ่ายมาหลายครั้งและตั้งใจเอาไว้นานแล้วว่าวันหนึ่งจะได้มีโอกาสไปเยือนที่นี่ สวยมากจริงๆค่ะ เลยเอารูปมาฝากและขอเล่าสู่กันฟังเรื่องเกี่ยวกับหมู่เกาะแห่งนี้ค่ะ ประเทศมัลดีฟส์ประกอบด้วยกลุ่มหมู่เกาะที่เกิดขึ้นจากการทับถมของปะการัง (Atolls) ตั้งอยู่ในมหาสมุทรอินเดีย เยื้องๆอยู่ทางล่างซ้ายของอินเดียและศรีลังกา อุตสาหกรรมที่ใหญ่ที่สุดของประเทศนี้คืออุตสาหกรรมการท่องเที่ยว ซึ่งมีมูลค่าถึง 28% ของ GDP โดยในแต่ละปีมีนักท่องเที่ยวไปเที่ยวมัลดีฟส์ถึง 500,000 คนทีเดียวค่ะ[1],[2] ประเทศมัลดีฟส์มีประชากรประมาณ 300,000 คน โดยแทบจะทั้งหมดนับถือศาสนาอิสลามเนื่องจากชาวมัลดีฟส์ไม่ได้รับอนุญาตให้ประกอบพิธีตามศาสนาอื่นได้ เชื่อกันว่าชาวพื้นเมืองดั้งเดิมอพยพมาจากอินเดียและศรีลังกา ในอดีตประเทศมัลดีฟส์เคยอยู่ภายใต้การอารักขาของประเทศอังกฤษ และได้เป็นอิสระปกครองตนเองเมื่อปี 1965 ปัจจุบันมีการปกครองประชาธิปไตยแบบสาธารณรัฐ หากท่านผู้อ่านได้ติดตามข่าวก็อาจได้ยินว่าเมื่อช่วงปลายปี 2011 ถึงต้นปี 2012 มีการประท้วงต่อเนื่องที่เมืองมาเล (เมืองหลวงของมัลดีฟส์) เนื่องจากประชาชนไม่พอใจเรื่องปัญหาเศรษฐกิจและการเมืองภายในประเทศ การประท้วงนี้ได้ทำให้ประธานาธิบดี Mohamed Nasheed ต้องลาออกจากตำแหน่ง (ในเดือนกุมภาพันธ์ 2012) ซึ่งนาย Mohammed Waheed Hassan (เดิมเป็นรองประธานาธิบดี) ได้ขึ้นดำรงตำแหน่งแทน โดยการเลือกตั้งครั้งต่อไปจะมีขึ้นในปี 2013[3],[4]

 

เอาแผนที่มาให้ดูค่ะ

ในการไปเที่ยวมัลดีฟส์ นักท่องเที่ยวมักจะบินไปลงที่ Ibrahim Nasir International Airport ในเมืองมาเล จากนั้นนักท่องเที่ยวก็จะเดินทางโดย Speed boat หรือเครื่องบินเล็กแบบ Seaplane ไปยังเกาะส่วนตัวที่มีรีสอร์ทของตนอยู่ (ส่วนมากแล้วเกาะหนึ่งเกาะมักจะมีรีสอร์ทอยู่รีสอร์ทเดียว) สำหรับทริปของดิฉัน เราได้ไปพักที่รีสอร์ทแห่งหนึ่ง (Soneva Gili) ที่อยู่ไม่ไกลจากมาเล โดยเมื่อลงจากเครื่องบินก็จะมีพนักงานมาต้อนรับและพาไปขึ้น Speed boat ที่รีสอร์ทมีนโยบาย No News No Shoes (งดรับข่าวสาร & เดินเท้าเปล่า) คือต้องการให้แขกของรีสอร์ทได้พักผ่อนโดยการตัดจากโลกภายนอกที่รีบเร่งเคร่งเครียด มาใช้ชีวิตง่ายๆสบายๆช้าๆ อยู่กับธรรมชาติและไม่มีพิธีรีตรองมากมาย โดยพอขึ้น Speed Boat ปั๊บพนักงานก็เอาถุงมาเก็บรองเท้าของเราไป (แต่ถ้ายืนยันอยากจะใส่รองเท้าเขาก็ไม่ว่าอะไรนะคะ) ดิฉันนึกสนุกก็ให้เขาเก็บรองเท้าไป แต่ในใจก็แอบคิดว่าไม่มีรองเท้าแล้วจะอยู่ได้ไหมเนี่ย พอถึงเกาะที่พักปรากฏว่าทรายนุ่มมากเดินสบาย เมื่อเดินสวนกับนักท่องเที่ยวคนอื่นๆก็แอบมองเท้าเขาพบว่าแทบจะทั้งหมดไม่มีใครใส่รองเท้าเลย ดิฉันเลยอยู่บนเกาะนี้โดยไม่ได้ใส่รองเท้าจนกระทั่งวันกลับค่ะ

 

ถุงใส่รองเท้า (No News No Shoes) เมื่อถึงเกาะแล้วเดินเท้าเปล่าตลอดทริป

 

พักผ่อนแบบให้เวลาผ่านไปช้าๆ

พาหนะหลักของรีสอร์ทแห่งนี้คือจักรยานค่ะ อยากจะไปทานข้าวหรือไปเล่นน้ำที่อีกฟากของเกาะก็ขี่จักรยานไป ดิฉันชอบขี่จักยานอยู่แล้ว ทริปนี้เลยขี่จักรยานตากแดดซะตัวดำเลยค่ะ (สนุก & วิวสวยจนลืมไปว่าแดดจ้าแค่ไหน)

 

ที่รีสอร์ทจะมีจักรยานให้เป็นพาหนะ (ปลอดมลพิษ) ที่ใช้บนเกาะนี้

ทางไปที่พัก สำหรับขี่จักรยานเล่นได้

 

เส้นทางสวยๆ

 

ที่พักตั้งอยู่ในน้ำ

 

ส่วนของห้องนั่งเล่น

 

ที่นั่งอาบแดดหรือนั่งอ่านหนังสือ

ได้เที่ยวเพลินๆ ได้เห็นธรรมชาติที่สวยงาม ได้พักผ่อนเก็บเกี่ยวความสุขจากสถานที่เหล่านี้ อยากจะบอกต่อสักนิดว่า สิ่งที่ประเทศมัลดีฟส์เป็นกังวลอยู่ก็คือเรื่องของปัญหาโลกร้อน (Global Warming) เนื่องจากระดับน้ำทะเลนั้นค่อยๆสูงขึ้นทุกปี และระดับพื้นดินที่นี่ค่อนข้างต่ำ โดยประมาณ 80% ของพื้นทีทั้งหมดนั้นสูงกว่าระดับน้ำทะเลเพียง 1 เมตรหรือน้อยกว่านั้น ทำให้เป็นที่ถกกันมากมายว่าวันหนึ่งหมู่เกาะที่สวยงามเหล่านี้จะจมน้ำลงไปหรือไม่ รัฐบาลของมัลดีฟส์ก็มิได้นิ่งเฉย ประธานาธิบดีคนก่อนๆ (Maumoon Abdul Gayoom & Mohamed Nasheed) ได้มีการขอร้องให้ชาวโลกหันมาสนใจเรื่องของปัญหาโลกร้อน และประเทศมัลดีฟส์เป็นประเทศแรกที่ลงนามพิธีสารเกียวโต (Kyoto Protocol) ซึ่งเป็นการร่วมมือกันของหลายประเทศในการช่วยกันลดก๊าซโลกร้อน (Greenhouse Gas เช่น CO2, CH4, N2O, etc.)[5],[6],[7] การที่จะลดก๊าซโลกร้อนได้ก็คือการลดพฤติกรรมที่ก่อให้เกิดโลกร้อน เช่นให้โรงงานไฟฟ้าและโรงงานอุตสาหกรรมเปลี่ยนจากการใช้เทคโนโลยีเดิมที่ปล่อยก๊าซโลกร้อนมากๆ มาเป็นเทคโนโลยีแบบใหม่ที่ก่อมลพิษน้อยลง โดยกลวิธีหลักๆที่รัฐบาลสามารถใช้เพื่อให้ผู้ประกอบการพยามลดการปล่อยก๊าซโลกร้อนมี 2 วิธี คือ (1) การเก็บภาษีของการปล่อยก๊าซโลกร้อน (Carbon Tax) และ (2) การกำหนดโควตาการปล่อยก๊าซโลกร้อนและให้สามารถซื้อขายโควตาเหล่านั้นได้ (Cap and Trade)[8],[9] ซึ่งนักเศรษฐศาสตร์ได้มีการศึกษาและเปรียบเทียบ 2 วิธีนี้เอาไว้ (หากอยากอ่านเพิ่มเติมให้ลอง google ประโยคว่า Carbon Tax vs. Cap and Trade)[10]

 

วิวสวยๆ

 

พระอาทิตย์ตก

 

น้ำใสมาก สามารถเห็น Reef Shark ที่มาเวียนว่าย (รูปนี้ถ่ายจากเหนือน้ำ)

โลกใต้น้ำที่สามารถมองเห็นได้จากบนน้ำ (รูปนี้ถ่ายจากเหนือน้ำ)

เจตนาของการเขียนบทความนี้คืออยากให้ท่านผู้อ่านนอกจากจะมาดูรูปสวยๆแล้วยังได้ความรู้รอบตัวนิดๆหน่อยๆติดกระเป๋าไป (ดิฉันเองก็ได้ความรู้จากการเขียนเพราะต้องค้นคว้า) ดิฉันยังมีรูปที่ไปเที่ยวทริปนี้หลงเหลืออยู่อีกนิดหน่อย เชิญอ่านบทความภาคถัดไปนะคะ https://drploy.wordpress.com/2012/05/07/maldivespart2/ หากมีข้อติชมอะไรเชิญ Comment ได้ที่นี่หรือที่ Facebook Page (www.facebook.com/RationallyInteresting) ได้เลยค่ะ (ช่วยกด Like ที่ Facebook Page ด้วยก็จะขอบคุณมากค่ะ)

P.S. บังเอิญว่าวันนี้ (22 เมษายน 2012) เป็นวัน Earth Day พอดีเลยค่ะ หากมีโอกาสอยากท่านผู้อ่านให้ช่วยกันระลึกถึงสิ่งแวดล้อมโลกกันสักนิด แล้วลองมองดูว่ามีอะไรที่ไม่เหลือบ่ากว่าแรงที่เราพอจะช่วยทำเพื่อลดมลพิษในโลกของเราได้บ้าง

Written by Dr. Ploy (22 Apr 2012)

All suggestions and comments are welcome!

www.facebook.com/RationallyInteresting RationallyInteresting@hotmail.com


[9] http://en.wikipedia.org/wiki/Emissions_trading [10] อยากจะแนะนำบทความที่อ่านเข้าใจง่ายเขียนโดย Greg Mankiw (นักเศรษฐศาสตร์ที่หลายท่านคงรู้จักดี) ผู้สนับสนุนเรื่อง Carbon Tax http://www.economics.harvard.edu/files/faculty/40_Smart%20Taxes.pdf

ทำไมจึงมีคนโสดอยู่มากมาย?

Labor Economics, Love & Dating

Search and Matching

หากคุณใช้เวลาส่วนใหญ่นั่งคุยนั่งเสวนากับสาวโสดวัยสามสิบเศษๆ หัวข้อที่ดูจะหลีกเลี่ยงไม่ได้คงจะเป็นเรื่องความยากในการหาแฟน บ้างก็บ่นว่าผู้ชายดีๆน่ะไม่มีเหลือเสียแล้ว บ้างก็บอกว่าพวกดีๆน่ะก็พอมีอยู่แต่ดูจะเรื่องมากเลือกมาก เป็นพวกกลัวการผูกมัด เป็นพวกกลัวขาดอิสรภาพ เป็นพวกบ้างาน ไม่เช่นนั้นก็มีปัญหาโน่นนี่มากมาย

จริงๆแล้วกระบวนการหาแฟนในตลาดของคนโสดมีความคล้ายกันกับกระบวนการหางานในตลาดแรงงานมากทีเดียว วัตถุประสงค์ก็คล้ายกันนั่นคือการ “หาคู่” ให้กับสิ่งที่เหมาะสมกัน นักเศรษฐศาสตร์ได้คิดค้น “ทฤษฎีการค้นหาและจับคู่“ (Search and Matching Theory) เพื่ออธิบายการค้นหาและจับคู่ในตลาดแรงงานระหว่างผู้หางานกับผู้จ้างงาน ซึ่งทฤษฎีนี้สามารถนำมาใช้อธิบายการค้นหาและจับคู่ในตลาดของคนโสดระหว่างผู้ชายกับผู้หญิงได้ด้วย[1]  โดยเมื่อปี 2010 ปีเตอร์ ไดมอนด์ (Peter Diamond) เดล มอร์เทนเซน (Dale Mortensen) และ คริสโตเฟอร์ พิสซาไรด์ส (Christopher Pissarides) ได้รับรางวัลโนเบลสาขาเศรษฐศาสตร์[2]  สำหรับงานวิจัยที่พวกเขาทั้งสามได้คิดค้นขึ้นเกี่ยวกับทฤษฎีการค้นหาและจับคู่นี้[3]  ทฤษฎีนี้อธิบายว่า ทำไมในสังคมที่มีผู้ว่างงานซึ่งหางานไม่ได้จึงมีผู้จ้างงานที่หาลูกจ้างไม่ได้ในขณะเดียวกัน ก็คงจะคล้ายกับเหตุผลของการที่ในสังคมมีผู้ชายโสดที่หาแฟนไม่ได้และก็มีผู้หญิงโสดที่หาแฟนไม่ได้ในขณะเดียวกัน

นักเศรษฐศาสตร์อธิบายว่าการ “หาคู่” ในตลาดนั้นมักจะมี “อุปสรรค” (Frictions) จึงทำให้การหาคู่เป็นไปได้ยาก อุปสรรคอย่างแรกคือมนุษย์มีคุณลักษณะที่ต่างกัน (Heterogeneity) หากคุณเข้าไปในตลาดขายผัก หรือตลาดขายทอง คงจะไม่ยากนักที่คุณจะสามารถซื้อผักคะน้าหนึ่งกิโลหรือทองคำแท่งสิบบาทได้ หากแต่การที่มนุษย์แต่ละคนมีคุณลักษณะที่ต่างกันอย่างลึกซึ้ง ทำให้การหาคู่ที่ถูกใจเป็นไปได้ยากกว่าการหาซื้อสินค้าอุปโภคบริโภคทั่วไป อุปสรรคอย่างที่สองคือการที่ข้อมูลในตลาดไม่สมบูรณ์หรือไม่ทั่วถึง (Imperfect Information) ยกตัวอย่างเช่น การที่มีชายโสดและหญิงโสดที่ต่างฝ่ายต่างก็มีคุณสมบัติเป็นที่ต้องการของอีกฝ่าย แต่ด้วยความไม่สมบูรณ์หรือไม่ทั่วถึงของข้อมูล ทำให้ต่างฝ่ายต่างไม่รู้ว่ามีอีกฝ่ายหนึ่งอยู่บนโลกใบนี้ หรือเรียกได้ว่าหากันไม่เจอ นอกจากนี้ถึงแม้ว่าแต่ละฝ่ายจะรู้ว่ามีอีกฝ่ายที่ต่างเป็นที่ต้องการของกันและกันอยู่ บางครั้งข้อจำกัดด้านถิ่นที่อยู่หรือปัจจัยอื่นๆอาจกีดกันไม่ให้ทั้งสองฝ่ายสามารถอยู่ร่วมกันได้

สำหรับตลาดแรงงาน นักเศรษฐศาสตร์อธิบายเพิ่มเติมอีกว่า การที่ผู้หางานกับผู้จ้างงานมาจับคู่กันได้ (กลายเป็นลูกจ้างกับนายจ้าง) จะทำให้เกิด “ผลประโยชน์ส่วนเพิ่ม” ขึ้น ซึ่งในที่นี้ก็คือผลผลิตหรือผลกำไรที่เกิดขึ้นจากการที่ลูกจ้างได้ทำงานให้นายจ้าง หากลูกจ้างกับนายจ้างไม่สามารถจับคู่กันได้ ผลประโยชน์ส่วนเพิ่มนี้ก็จะไม่เกิดขึ้น โดยปกติแล้วผลประโยชน์ส่วนเพิ่มจากการจับคู่นี้จะถูกแบ่งกันระหว่างลูกจ้างกับนายจ้าง โดยหากใครมีอำนาจต่อรอง (Bargaining Power) มากกว่าก็มักจะได้รับส่วนแบ่งที่มากกว่า เช่น กรณีของการต่อรองเงินเดือน หากผู้จ้างงานในตลาดมีน้อยแต่ผู้หางานมีเยอะ นายจ้างก็จะมีอำนาจต่อรองมาก ลูกจ้างจึงต้องยอมรับเงินเดือนน้อยๆ ในทางกลับกันหากผู้จ้างงานในตลาดมีมากแต่ผู้หางานมีน้อย ลูกจ้างก็จะมีอำนาจต่อรองมาก นายจ้างจึงต้องยอมจ่ายเงินเดือนมากๆ นอกจากนี้การจับคู่ระหว่างนายจ้างกับลูกจ้างจะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อ ส่วนแบ่งของผลประโยชน์ส่วนเพิ่มที่แต่ละฝ่ายได้รับนั้นดีกว่าสิ่งที่แต่ละฝ่ายได้อยู่เมื่อตอนยังไม่มีคู่ เช่น สมมติภาครัฐให้เงินช่วยเหลือผู้ไม่มีงานทำเป็นจำนวนเงิน 5,000 บาทต่อเดือน ผู้ว่างงานจะตกลงเข้าทำงานก็ต่อเมื่อเงินเดือนที่จะได้รับมีค่าสูงกว่า 5,000 บาท มิเช่นนั้นแล้วผู้ว่างงานก็จะเลือกที่จะนอนอยู่บ้านเฉยๆแล้วรับเงิน 5,000 บาททุกๆเดือน (จริงๆแล้วต้องพิจารณาเรื่องอื่นนอกเหนือจากจำนวนเงินด้วย แต่ขอยกตัวอย่างแค่เรื่องเงินเพื่อความเข้าใจง่าย)

ถ้าจะเอาหลักการที่คล้ายกันมาอธิบายกระบวนการหาแฟนก็จะเห็นได้ว่า การที่คนเป็นมาจับคู่เป็นแฟนกันได้จะเกิด “ความสุขส่วนเพิ่ม” ขึ้น และความสุขส่วนเพิ่มนี้จะถูกแบ่งกันระหว่างคู่รัก โดยถ้าฝ่ายที่มีอำนาจต่อรองมากกว่าก็จะได้ส่วนแบ่งของความสุขส่วนเพิ่มที่มากกว่า ฝ่ายที่มีอำนาจต่อรองน้อยกว่าก็จะต้องเป็นฝ่ายยอม โดยอำนาจต่อรองก็ขึ้นอยู่กับว่าใครมีโอกาสเลือกได้มากกว่า ใครตีมูลค่าความสำคัญของการจับคู่นี้ไว้มากกว่า ใครมีความจำเป็นที่จะต้องจับคู่มากกว่า หรือใครเดือดร้อนมากกว่าหากการจับคู่นี้ไม่เกิดขึ้น (สรุปง่ายๆว่าถ้ารักเขามากกว่า ก็จะมีอำนาจต่อรองน้อยกว่า และเป็นฝ่ายที่ต้องยอมมากกว่า) นอกจากนี้การจับคู่เป็นแฟนกันจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อ ส่วนแบ่งของความสุขส่วนเพิ่มที่แต่ละฝ่ายได้รับนั้นดีกว่าความสุขที่แต่ละฝ่ายมีอยู่เมื่อตอนยังไม่มีคู่ เช่น หากการอยู่เป็นโสดจะมีเวลาวันเสาร์อาทิตย์ในการทำกิจกรรมต่างๆ ซึ่งให้ความสุขความพอใจ (Utility)[4] ที่วัดเป็นตัวเลขได้เท่ากับ 10 หน่วย การเลือกที่จะเป็นแฟนใครแปลว่าการที่ได้อยู่กับคนๆนั้นในวันเสาร์อาทิตย์จะต้องให้ความสุขความพอใจมากกว่า 10 หน่วย มิเช่นนั้นการอยู่เป็นโสดก็จะดีกว่า

นักเศรษฐศาสตร์รุ่นต่อๆมา ได้มีการพัฒนาทฤษฎีการค้นหาและจับคู่ (Search and Matching Theory) นี้ไปในอีกหลายทิศทาง เช่น สามารถให้ลูกจ้างกระโดดจากงานเก่าไปงานใหม่ได้โดยที่ไม่ต้องว่างงาน (เปลี่ยนแฟนได้โดยที่ไม่ต้องมีช่วงโสด) หรือ สามารถให้ผู้หางาน (หรือหาแฟน) เลือกระดับความพยายามในการหาคู่ได้ โดยระดับความพยายามนี้จะมีผลต่อความสำเร็จในการหาคู่ ซึ่งดิฉันจะไม่ขอลงไปในรายละเอียดของงานวิจัยเหล่านี้ แต่จะขอเล่าสิ่งที่นักเศรษฐศาสตร์ค้นพบจากทฤษฎีการค้นหาและจับคู่ (ฉบับ Basic) นั่นก็คือ อุปสรรค (Frictions) ต่างๆทำให้ตลาดหาคู่ไม่สามารถเคลียร์ได้ที่จุดดุลยภาพ กล่าวคือจะมีความต้องการจับคู่ที่ไม่ได้รับการตอบสนองเกิดขึ้นเสมอ สำหรับตลาดแรงงาน การที่ภาครัฐให้การช่วยเหลือผู้ว่างงาน (Unemployment Benefits) เป็นมูลค่ามากเท่าไรก็จะทำให้ผู้ว่างงานพอใจสถานะของการว่างงานมากขึ้น ผู้ว่างงานจะเลือกงานมากขึ้นและจะว่างงานนานขึ้น เพราะมีความจำเป็นที่จะต้องมีงานทำและมีเงินเดือนใช้น้อยลง เปรียบได้กับการที่คนโสดพอใจข้อดีของการเป็นโสดมากเท่าไร (เช่น การมีอิสระและการมีเวลาว่าง) ก็ยิ่งทำให้คนโสดเลือกมากและอยู่ในสถานะโสดนานขึ้น เพราะมีความจำเป็นที่จะต้องมีแฟนน้อยลง

อ่านข้อสรุปของทฤษฎีการค้นหาและจับคู่แล้วเป็นอย่างไรบ้างคะ หากคุณผู้อ่านยังโสดอยู่ก็ขอให้สบายใจได้ว่าไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร เพราะนักเศรษฐศาสตร์ได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าในความเป็นจริง ตลาดหาคู่จะไม่สามารถเคลียร์ได้ ทำให้ในสังคมที่ปกติจะมีทั้งคนที่มีคู่และคนที่ไม่มีคู่

…เพราะฉะนั้นการอยู่เป็นโสดจึงเป็นเรื่องปกติค่ะ…

Written by Dr. Ploy (3 Mar 2012)

All suggestions and comments are welcome!

www.facebook.com/RationallyInteresting

RationallyInteresting@hotmail.com


[1] จริงๆแล้วงานวิจัยส่วนใหญ่เน้นอธิบายตลาดแรงงาน แต่ทฤษฎีนี้สามารถนำมาประยุกต์ใช้ได้กับกระบวนการหาแฟน

[2] รางวัลสาขาเศรษฐศาสตร์มีชื่อเต็มว่า Sveriges Riksbank Prize in Economic Sciences in Memory of Alfred Nobel โดยเริ่มแรกทีเดียว รางวัลสาขานี้ไม่ได้อยู่ในเจตนารมณ์ของ อัลเฟรด โนเบล (Alfred Nobel) แต่ถูกเพิ่มขึ้นมาขึ้นทีหลังโดยธนาคารแห่งชาติของสวีเดน อ่านเพิ่มเติมได้ที่

http://www.nobelprize.org/

[3] อ่านรายละเอียดของรางวัล ประวัติ และผลงานของนักเศรษฐศาสตร์ทั้งสามท่านได้ที่

http://www.nobelprize.org/nobel_prizes/economics/laureates/2010/

มีบทความภาษาไทยที่อธิบายผลงานของนักเศรษฐศาสตร์ทั้งสามท่านนี้ให้เข้าใจง่าย โดย รศ.ดร.ถวิล นิลใบ หาอ่านได้ที่

http://www.eco.ru.ac.th/tawin/article/nobel2010.pdf

[4] ได้อธิบายคำว่าความสุขความพอใจ (Utility) ไปแล้วในบทความเรื่อง “พอดี” ตามแนวพุทธกับ “พอดี” ตามแนวเศรษฐศาสตร์” อ่านได้ที่

https://drploy.wordpress.com/2012/02/19/hello-world/

“พอดี” ตามแนวพุทธกับ “พอดี” ตามแนวเศรษฐศาสตร์

Buddhism, Happiness

Moderation vs. Diminishing Return[1]

คำว่า “พอดี” ตามแนวพุทธ กับคำว่า “พอดี” ตามแนวเศรษฐศาสตร์ เหมือนหรือต่างกันอย่างไร เป็นไปได้ไหมที่จะใช้เครื่องมือทางเศรษฐศาสตร์ประเภทกราฟและสมการตัวเลขมาใช้อธิบายเรื่องการกินอยู่แต่พอดีตามแนวพุทธ[2] น่าคิดทีเดียวว่าเมื่อก่อนสมัยเรายังไม่มีกราฟ ไม่มีสมการตัวเลข พุทธศาสนาได้เสนอแนวคิดเรื่องของการกินอยู่แต่พอดีขึ้น ต่อมาเมื่อเราได้เรียนรู้เรื่องของกราฟ เรื่องของสมการตัวเลข และสาขาวิชาเศรษฐศาสตร์ เครื่องมือและศาสตร์เหล่านี้สามารถถูกนำมาใช้เสนอทฤษฎีที่สอดคล้องและอธิบายเรื่องของการกินอยู่แต่พอดีได้

พุทธศาสนามีต้นกำเนิดเมื่อสองพันกว่าปีมาแล้ว หลักพุทธศาสนาเรื่องการกินอยู่แต่พอดีคงเป็นเรื่องที่หลายคนน่าจะคุ้นเคยกันดีอยู่ ถ้าจะให้ดิฉันขยายความตามความเข้าใจ ดิฉันมองว่าการกินอยู่แต่พอดีคือการทำอะไรตามสมควร ไม่น้อยไป ไม่มากไป เพราะน้อยไปก็เป็นทุกข์ มากไปก็เป็นทุกข์ พระพุทธเจ้าได้สอนเอาไว้เรื่องการเลือกเดินทางสายกลางอันนำไปสู่ทางพ้นทุกข์ โดยได้ให้หลักการของทางสายกลางในด้านความเห็น ความคิด การพูด ความประพฤติ การประกอบอาชีพ ความเพียร การมีสติ และการมีสมาธิ สรุปโดยรวมได้ว่า หากเราดำเนินชีวิตแต่พอดี อยู่ในศีลธรรมและความเหมาะสม ชีวิตของเราน่าจะประสบกับความสุขที่แท้จริง หากจะยกแง่สังเกตเรื่องการกินอยู่แต่พอดีในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการบริโภค เคยรู้สึกไหมว่าการทานอาหารที่น้อยไปทำให้ไม่มีเรี่ยวแรง ส่วนการทานอาหารที่มากเกินไปก็ทำให้อิ่มจนปวดท้อง ปกติแล้วการทานแต่พอดีนี่แหละที่น่าจะทำให้มีความสุขความพอใจมากที่สุด

เมื่อสองร้อยกว่าปีที่ผ่านมาวิชาเศรษฐศาสตร์ได้ถือกำเนิดขึ้น หลักเศรษฐศาสตร์เรื่องหนึ่งได้นำเสนอกฎแห่งการลดน้อยถอยลงของความสุขความพอใจจากการบริโภค (Law of Diminishing Marginal Utility)[3] ว่าความสุขความพอใจที่ได้เพิ่มขึ้นจากการบริโภคของชิ้นแรกๆจะสูงมาก ต่อมาความสุขความพอใจที่ได้เพิ่มขึ้นจากการบริโภคของชิ้นถัดๆมาจะลดลง หลังจากนั้นหากยังดันทุรังจะบริโภคต่อไปนอกจากจะไม่ทำให้ความสุขความพอใจเพิ่มขึ้นแล้ว ยังให้ความทุกข์กับผู้บริโภคอีกด้วย

สมมติว่าเราเหนื่อยและหิวมาจากการทำงานทั้งวัน กลับมาบ้านสั่งพิซซ่าถาดยักษ์มาหนึ่งถาด พิซซ่าที่สั่งมาเป็นหน้าเปปเปอโรนีชนิดที่มีชีสเยิ้มๆ แป้งพิซซ่าเป็นแบบหนานุ่ม และมีขอบสอดไส้ชีสอีกที กลิ่นพิซซ่าถาดนี้ช่างหอมยั่วยวนนัก เมื่อเริ่มทานพิิซซ่าชิ้นแรก ลิ้นได้สัมผัสกับรสชาติเค็มๆ มันๆ กลมกล่อมของชีส แป้ง และเปปเปอโรนี ที่ผสมกันได้อย่างเหมาะเจาะพอดี เมื่อพิซซ่าตกถึงท้อง ความหิวที่แสนจะทรมานก่อนหน้านี้ก็ได้บรรเทาลง หมดชิ้นแรกแล้วช่างรู้สึกดีจริงๆ พิซซ่าชิ้นนี้ให้ความสุขความพอใจกับผู้รับประทานมากนัก เหลือบมองไปในถาดพิซซ่าชิ้นอื่นๆที่ยังวางอยู่ดูเหมือนจะเชื้อเชิญให้หยิบชิ้นที่สองขึ้นมา พิซซ่าชิ้นที่สองนี้แม้จะมีความนุ่ม ปริมาณชีส และจำนวนเปปเปอโรนีพอๆกับชิ้นแรก แต่ความอร่อย และความกลมกล่อมที่รู้สึกได้จากการรับประทานดูจะไม่มากเท่า ความหิวที่เดิมเคยมีอยู่ดูจะเริ่มหมดไปแล้ว หากแต่ว่ามือยังเอื้อมไปหยิบพิซซ่าชิ้นที่สามขึ้นมาทานต่อ ท้องเริ่มอิ่มและเริ่มทรมาน แต่ด้วยความเสียดายทำให้ยังคงหยิบพิซซ่าชิ้นที่สี่ขึ้นมาดันทุรังทานต่อไป เกิดอาการปวดท้องแทบจะอาเจียน พิซซ่าชิ้นที่สี่นี้ นอกจากจะไม่ทำให้ได้รับความสุขความพอใจแล้วยังให้ความทุกข์อีกด้วย

20120221-193924.jpg

นักเศรษฐศาสตร์ได้กำหนดให้ความสุขความพอใจจากการบริโภคนี้สามารถวัดค่าเป็นตัวเลขได้ ดังนั้นจึงสามารถมีค่ามากหรือน้อยได้ มีค่าเพิ่มขึ้นหรือลดลงได้ และสามารถเปรียบเทียบกันได้ เมื่อสังเกตจากตัวอย่างของการรับประทานพิซซ่าจะเห็นได้ว่า ความสุขความพอใจจากการบริโภคนั้นเพิ่มขึ้นในอัตราที่ลดลง และเมื่อผ่านจุดๆหนึ่งไปความสุขความพอใจจากการบริโภคนี้จะลดลง

หากจะให้สมมติตัวเลขจะขอสมมติว่าความสุขความพอใจเริ่มต้นจากศูนย์เมื่อยังไม่ได้รับประทาน หลังทานพิซซ่าชิ้นแรกความสุขความพอใจเพิ่มขึ้นมา 4 หน่วย (รวมเป็น 4 หน่วย) เมื่อทานพิซซ่าชิ้นที่สองความสุขความพอใจเพิ่มขึ้นมาอีก 2 หน่วย (รวมเป็น 6 หน่วย) สังเกตได้ว่าความสุขความพอใจจากการทานพิซซ่าสองชิ้นแรกนี้นั้นเพิ่มขึ้น (จากศูนย์เป็น 4 หน่วย และ จาก 4 เป็น 6 หน่วย) แต่ในอัตราที่ลดลง (เพิ่ม 4 หน่วยสำหรับชิ้นแรก และ เพิ่ม 2 หน่วยสำหรับชิ้นที่สอง) เมื่อผ่านชิ้นที่สองไป ความสุขความพอใจจากการทานพิซซ่าจะลดลง โดยหลังทานพิซซ่าชิ้นที่สามความสุขความพอใจลดลง 1 หน่วย (รวมเป็น 5 หน่วย) และหลังทานพิซซ่าชิ้นที่สี่ความสุขความพอใจลดลง 2 หน่วย (รวมเป็น 3 หน่วย) โดยปกติแล้วกฎแห่งการลดน้อยถอยลงของความสุขความพอจากการบริโภคนี้จะถูกอธิบายด้วยกราฟโค้งคว่ำ (ดังที่แสดงให้เห็นด้านล่าง) โดยมีแกนตั้งเป็นค่าความสุขความพอใจที่ได้จากการบริโภค และมีแกนนอนเป็นหน่วยบริโภคซึ่งในที่นี้คือจำนวนชิ้นของพิซซ่า

สังเกตได้ไหมคะว่าค่าความสุขความพอใจไม่ได้มีค่ามากที่สุดเมื่อบริโภคน้อยๆ และไม่ได้มีค่ามากที่สุดเมื่อบริโภคมากๆ หากแต่ว่าค่าความสุขความพอใจจะมีค่าสูงที่สุดเมื่อบริโภคแต่พอดี (ในที่นี้คือสองชิ้น) อ่านข้อสรุปของหลักเศรษฐศาสตร์ข้อนี้แล้วคลับคล้ายคลับคลาไหมว่าเคยได้ยินเรื่องนี้มาจากที่ใด

น่าแปลกใจและดีใจที่หลักการกินอยู่แต่พอดีตามแนวพุทธ สามารถถูกอธิบายโดยกราฟและสมการตัวเลขที่เชื่อมโยงมาจากกฎแห่งการลดน้อยถอยลงของความสุขความพอใจจากการบริโภค ตามหลักวิชาเศรษฐศาสตร์ได้ เหมือนกับว่าเหตุการณ์นี้จะยํ้าให้คิดถึงความจริงและความเหมาะสมของการใช้หลักทางสายกลางในการดำเนินชีวิต ลองมองสังคมปัจจุบันก็จะเห็นได้ว่า มนุษย์มีความสุดโต่งและขัดแย้งกันอยู่ในหลายด้าน ชีวิตคนจนก็ดูแร้นแค้นยากลำบาก ชีวิตคนรวยก็ดูเยอะจนวุ่นวาย คนบางกลุ่มก็มีแนวคิดที่ตึงเครียดและก้าวร้าว คนบางกลุ่มก็สบายจนขาดวินัย ดูเหมือนว่าใครๆก็กำลังทุกข์จากความไม่พอดี อย่างไรก็ตามเราโชคดีที่เราสามารถเลือกได้ว่าเราจะดำเนินชีวิตแบบใด เราอยากจะเยอะ เราอยากจะน้อย หรือเราอยากจะพอดี เราอยากจะเป็นผู้ตามของค่านิยมแย่ๆ หรือเราอยากจะเป็นผู้นำของค่านิยมดีๆ อยากฝากไว้ให้คิดว่าค่านิยมแบบไหนและพฤติกรรมแบบใดที่น่าจะทำให้ประเทศของเราเติบโตได้อย่างงดงาม มั่นคง และกำลังดี

…หวังว่าสังคมไทยจะโชคดีที่มีคนอย่างพวกเรา…

 

Written by Dr. Ploy (21 Feb 2012)

All suggestions and comments are welcome!

www.facebook.com/RationallyInteresting

RationallyInteresting@hotmail.com


[1] จริงๆแล้วดิฉันหมายถึง Diminishing Marginal Utility (Consumer Side) แต่ตัดสินใจใช้คำว่า Diminishing Return ในชื่อเรื่อง เพราะคิดว่าน่าจะทำให้ผู้ที่ไม่มีพื้นฐานทางเศรษฐศาสตร์เข้าใจได้ง่ายกว่า เมื่ออ่านชื่อเรื่องในครั้งแรก

[2] โดยเน้นเรื่องการกินอยู่แต่พอดีในด้านการบริโภค

[3] โดยปกติแล้วคำว่า Utility จะถูกแปลเป็นภาษาไทยว่า อรรถประโยชน์ และคำว่า Diminishing Marginal Utility จะถูกแปลเป็นภาษาไทยว่า การลดน้อยถอยลงของอรรถประโยชน์หน่วยสุดท้าย แต่เพื่อความเข้าใจง่ายจะขอแปล Utility ว่าความสุขความพอใจ และจะขอแปล Diminishing Marginal Utility ว่าการลดน้อยถอยลงของความสุขความพอใจจากการบริโภค แล้วจะอธิบายให้เข้าใจอย่างถูกต้องในตัวเนื้อหาต่อไป